Get Adobe Flash player

News Highlighter

บุกคนออนไลน์

เรามี 202 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

เชื่อมต่อเราที่

จำนวนผู้เข้าชมเว็บ

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้2826
mod_vvisit_counterเมื่อวาน623
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้2826
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่9376
mod_vvisit_counterเดือนนี้20928
mod_vvisit_counterเดือนก่อน44241
mod_vvisit_counterทั้งหมด3335031

เรามี: 118 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
Your IP: 54.226.172.30
 , 
Today: 11 ธ.ค., 2017

แผนที่ ผู้เข้าชมเว็บ

Locations of visitors to this page

 

ผู้จัดตั้ง

User Rating: / 15
แย่ดีที่สุด 
Share
Font size:

ชีวิตของผู้ก่อตั้ง ศูนย์ปฏิบัติธรรมหลัก 38

เป็นผู้ก่อตั้งด้วยศรัทธาและความเลื่อมใส

iconดาวน์โหลด/Download

 

ด้วยแรงบันดาลใจของชีวิต แม่ทองแก้วจึงได้มีโอกาส โอกาสช่วยเหลือสังคม ชีวิตและความเป็นจริง มีเหตุและมีผล  ข้าพเจ้าเป็นผู้นำด้วยบุญกรรมจัดสรร ด้วยพระธรรมชี้ทาง และด้วยชีวิตมีความเปลี่ยนแปลง ชีวิตเปลี่ยนแปลงด้วยบุญส่งผล เริ่มแรกเกิดมาเป็นคน เป็นลูกพ่อเป็นลูกแม่ ต่อมาเป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นครอบครัว มีครอบครัวสองครั้งสามครั้ง บุญพาเป็น กรรมพาเป็น เพราะบาปกรรม เวรมีจริง จึงเป็นแบบนี้ ชีวิตจึงมีเรื่องแบบนี้ ธาตุแท้ความเป็นจริง ส่วนใจส่วนความรู้สึก ไม่เคยคิดและคิดไม่ถึง คิดไม่ถึงว่า ชีวิตจะมีการหมุนเวียน สลับซับซ้อนจนถึงขนาดนี้ ในที่สุดก็กลายเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน กล้าพูดกล้าบอกความจริง เพราะมีความจริง มีความจริงตามความเป็นจริงทุกประการ

 

ท่านผู้อ่าน ท่านผู้ฟัง ท่านผู้คอยติดตามอ่าน จงอ่านด้วยการพินิจพิจารณา พิจารณาให้ถึงความจริง ความจริงของชีวิตของผู้ชื่อว่า แม่ทองแก้ว ถึงจะเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ส่วนร่างกายก็ยังเป็นแม่ทองแก้วคนเก่า คนเดิม

 

น่าแปลก เป็นเรื่องแปลก เป็นเรื่องแปลกที่สุด แปลกสำหรับความเปลี่ยนแปลง ขอให้ผู้อ่านขอให้ผู้ฟัง จงพินิจพิจารณาด้วยเหตุและผล และสติปัญญา เพราะว่าสิ่งที่ไม่คาดคิด เกิดขึ้นในชีวิต เพราะว่าสิ่งที่ไม่เคยรู้ไม่เคยเข้าใจมาก่อน เกิดรู้ขึ้นเกิดแจ้งขึ้น ขึ้นเป็นลำดับลำดับ ช่างแปลก ช่างมี ช่างเป็น ชีวิตเกิดมาชาตินี้ ในที่สุดก็มีชื่อออกมาว่า “แม่พระ” จากเป็นแม่ลูกชายลูกสาว กลับมาเป็นแม่พระ ชีวิตโชคดี ชีวิตมหาโชค ขอให้ท่านทั้งหลาย จงพินิจพิจารณาดูไปลึกๆ ขอแจ้งข่าว ขอบอกข่าว บอกความจริง เป็นแม่พระแล้ว ยังมีชื่อออกมาว่าเป็น “พระศรีอริยเมตตา” เอาภาษาลาวสลับเข้าด้วยกัน เพราะว่า เมตตรัยก็คือเมตตา จริงหรือไม่จริงก็ขอให้ติดตามอ่านต่อไป และติดตามดูความจริงตามความเป็นจริง ทางด้านความสามารถ

 

จากวันนั้นมาถึงวันนี้ พระศรีอริยเมตตา มีความเมตตายิ่งขึ้น จนถึงขั้นได้เป็นแม่พระอริยเมตตา มีความจริงจึงพูดออกมาได้ คำพูดของข้าพเจ้าเป็นคำพูดที่กลั่นกรองออกมาแล้ว เป็นคำพูดที่พระธรรมจัดสรรทุกๆหัวข้อ ทุกๆคำพูดอยู่ในหนังสือในที่นี้ เป็นคำพูดที่กลั่นกรองจากพระธรรม ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าเป็นคนพูดก็จริง แต่ว่าผู้จัดส่ง เป็นผู้ประกอบเนื้อหาสาระทั้งหมดทั้งสิ้น จะเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเป็นเรื่องส่วนรวม ก็ล้วนแล้วแต่รับจากพระผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน บวกรวม ผสมผสาน แล้วจึงป้อนข้อมูลให้ ข้อมูลทุกๆข้อมูล เป็นข้อมูลตามความเป็นจริง และเป็นข้อมูลที่มีการผสมผสานจากหลายฝ่าย จากหลายฝ่ายสำหรับผู้เป็นพระจิต ข้าพเจ้าเป็นคน เป็นร่างกาย เป็นผู้ทำหน้าที่ตามประสงค์ของพระองค์ผู้เป็นจิต ผู้เป็นจิตของข้าพเจ้า แต่ว่าคำพูดทุกๆคำ ก็เหมือนกันกับข้าพเจ้าพูดเอง เหมือนกันกับข้าพเจ้าเป็นคนพูด ข้าพเจ้าเองก็อัศจรรย์ อัศจรรย์ตรงที่ว่า ผู้ส่งก็คนเดียวกัน ผู้รับก็คนๆเดียวกัน รับแล้วก็ส่งออก แต่ว่าผู้คุม ผู้ควบคุมก็คือพระองค์ผู้เป็นทิพย์ แต่ว่าผู้ที่ยังไม่ทันเข้าใจ ผู้ที่ยังไม่ทันเคยเห็น อาจจะคิดสับสน เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจได้ แต่ความเป็นจริงไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าใจได้ ก็เพียงแต่ว่า คนผู้เป็นร่างกายคือตัวของข้าพเจ้าเองก็เป็นคน มีความรู้สึกนึกคิดไปตามแบบคน แต่ว่าผู้ที่ส่งข้อมูลเป็นผู้ประสาน ในเมื่อประสานได้แล้ว ก็ต้องได้ส่งข้อมูลให้ตามแบบ ตามความต้องการ แต่ว่าด้วยระบบจัดสรร

 

ส่วนข้าพเจ้าก็มีหน้าที่พูดออกอย่างเดียว จะไม่พูดตามการจัดสรรก็ไม่ได้ ก็ไม่มีเสียงออก ทั้งไม่มีเสียงออก ทั้งไม่มีข้อมูลที่จะพูด และไม่มีความสามารถฝืนได้ ถ้าหากว่า พระผู้เป็นจิตต้องการให้พูดแบบนี้ ให้พูดอย่างนี้ ให้อธิบายแก่ผู้สนใจฟัง ก็ต้องได้รับทำหน้าที่ ก็เหมือนกันกับตัวเองพูดเอง แต่ว่าไม่ใช่เรื่องคิดเอาเอง ไม่ได้คิด ไม่ได้เสาะหา ไม่ได้ประกอบเอาเอง ต่างกันอยู่จุดนี้ ต่างกันอยู่ตรงที่ว่า ถ้าคนไม่มีผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานจัดสรรให้ ก็จะได้คิดเอา เสาะหาเอา เอาจากความจำ หรือเอาจากการเรียบเรียง หรือเอาจากการทบทวน และอาจจะใช้เวลานั่งคิดนั่งอ่าน ต้องเป็นแบบนี้สำหรับผู้ที่ไม่มีผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานจัดส่งให้ แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้ว เพียงแต่ว่ารับทำหน้าที่เท่านั้น สำหรับคำพูดแต่ละเรื่องแต่ละข้อละข้อ ทุกๆคำพูดนั้นคือผู้เป็นพระส่งให้ทั้งหมดทั้งสิ้น ผู้จดก็มีแต่ทำหน้าที่จด หนังสือข้อมูลของข้าพเจ้า มีผู้จดให้เพราะว่า ข้าพเจ้าจดเองไม่ได้ ต้องได้ให้อีกคนหนึ่งเป็นผู้นั่งจด แต่ว่าต้องมีสมาธิสำหรับผู้จด ต้องมีสติอย่างสมควร ต้องมีความรู้สึกอย่างพอใช้ และต้องเป็นผู้ฝึก ต้องเป็นผู้ปฏิบัติ จึงจดข้อมูลเป็นเรื่องเป็นเรื่องได้ ถ้าไม่เช่นนั้น พระผู้เป็นจิตก็ไม่ส่งข้อมูลให้ แต่ถ้าเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ พระผู้เป็นจิตก็จัดให้ จัดส่งออกให้

 

ข้าพเจ้าสรุปได้ว่า เป็นโชคของข้าพเจ้า เป็นชัยชนะของข้าพเจ้าอย่างแท้จริง เพราะว่าข้าพเจ้าไม่ได้บวชไม่ได้เรียน ไม่ได้เรียนแม้แต่หนังสือ แต่ว่ายังมีโอกาสถ่ายทอดสัจธรรมคำสอน ออกมาให้ท่านอ่านได้ หรือจะเรียกว่ารับข้อมูลได้ จนสามารถส่งออกมาให้ท่านได้ยินได้ฟังด้วยกัน หรือจะเรียกว่า เป็นผู้โชคดีที่พูดได้ รับได้ รับญาณได้ พูดได้ พูดกับพระได้ พูดกับพระธรรมชาติได้ พระธรรมชาติเบื้องสูง พระธรรมชาติเบื้องต่ำ หลายท่านหลายคน อาจจะคาใจในคำพูดว่า พระธรรมชาติเบื้องต่ำ ที่จริงเป็นแบบนี้ หลังจากที่มีร่างกายขึ้นมาแล้ว ก็ต้องมีวิญญาณ มีวิญญาณแล้ว ถ้าหากว่าตายไป ก็เหลือแต่วิญญาณ พอมาเกิดใหม่อีกก็เรียกว่า “ดวงวิญญาณ” แบบนี้ ในเมื่อตนเองทำความดี ดวงวิญญาณก็เข้ามาอาศัย และมาเยี่ยมเยียน จะไปเป็นเจ้าภูมิเจ้าที่อยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ แต่ว่าในที่สุดก็เข้ามาเยี่ยมเยียน เพราะยังจำกันได้ จำกันได้เพราะผู้ที่พามาเกิดยังจำได้ แต่ผู้เป็นคนไม่สามารถจำได้  เพราะได้ร่างกายขึ้นใหม่ เป็นแบบนี้

 

สรุปแล้ว ถ้าหากว่าผู้เป็นกายคนนี้ ฝึกดีและปฏิบัติดี จนรู้จนแจ้ง ก็เลยกลายเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน สำหรับคนก็เลยหมดไป แต่ไม่ใช่ตาย สำหรับคนที่เคยมืดหนานั้นหมดไป เพราะว่ามีความรับรู้ มีความเข้าใจได้ เลยเรียกว่า คนแจ้ง ในเมื่อแจ้งแล้ว วิญญาณก็ต้องแจ้ง ดวงวิญญาณก็ต้องแจ้ง แจ้งด้วยกัน แจ้งทั้งสาม ทั้งสามภาคส่วน, ท่านทั้งหลาย!ในเมื่อแจ้งแล้ว ผู้เป็นคนก็ต้องเรียกได้ว่า “พระอริยเจ้า”  ทำไมจึงเรียกว่าพระอริยเจ้า? จะถามใหม่อีกครั้งเพื่อให้เข้าใจกระจ่างแจ้งขึ้น เรียกก็เพราะว่า มีคุณสมบัติอย่างเพียงพอ อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ก็ได้เป็นขั้นเป็นขั้น แต่ก็ยังเรียกว่า “พระอริยะบุคคล” ได้เหมือนกัน

 

ส่วนวิญญาณและดวงวิญญาณก็เช่นเดียวกัน ถ้าหากว่าคนได้ขั้นสูงสุด พวกเขาก็ได้ขั้นสูงสุดเหมือนกัน แบบนี้จึงเรียกว่า “พระตถาคตเจ้า” พระตถาคตนี้ ก็คือเป็นผู้ปราศจากการเบียดเบียน และเป็นผู้ไม่มีพิษไม่มีภัย ไม่มีฤทธิ์ไม่มีอำนาจ ไม่มีพิษสง จึงเรียกได้ว่า “ตถาคตเจ้า” เพราะว่าเป็นธรรมชาติล้วนๆได้ มีแต่คำว่า “พระธรรมชาติเบื้องต่ำ” คือพระตถาคตเจ้า เพราะว่าเป็นเจ้าตนเอง, สำหรับพระธรรมชาติเบื้องสูง นั้นเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้เบิกบานแบบหนึ่ง แบบเบื้องสูง ไม่เหมือนกัน แต่ก็เป็นพระธรรมชาติเหมือนกัน แต่ว่าเป็นธรรมชาติเบื้องสูง แยกให้ฟังแบบนี้ เพื่อให้ได้ความกระจ่างแจ้ง พูดแบบนี้ก็ใช่แม่ทองแก้วพูด แต่ว่าพระเป็นผู้จัดสรรให้พูด ทั้งหมดทุกคำนี้แหละ ไม่ต้องงหรอก สำหรับผู้อ่านสำหรับผู้ฟัง ขอให้เข้าใจไว้เสีย! ผู้รู้จึงเข้าใจ ผู้เข้าใจจึงรู้ เข้าใจเพราะมีผู้รู้บอกสอน และมีผู้ตื่นปลุกให้ตื่น และมีผู้เบิกบานพาให้มีความเบิกบาน จึงเรียกได้ว่าดอกบัวบานอยู่ข้างใน อยู่ในหัวใจ

 

ท่านทั้งหลาย!แม่พระรู้ได้เพราะเข้าถึง ท่านทั้งหลาย จะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็เป็นเรื่องของท่าน แต่ว่า ถ้าจะเชื่อก็ขอให้เชื่อด้วยการพินิจพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แม่พระรู้ได้ เข้าใจได้ ก็เพราะมีของจริง จริงตามกฎเกณฑ์ จริงแบบได้จริงๆ สรุปได้ว่า เรื่องนี้ ไม่ใช่อยากได้ ไม่ใช่อยากมี ไม่ใช่อยากเป็น ไม่ใช่อยากรู้ ไม่ใช่อยากรู้จัก แต่ว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมีความจำเป็น มีความจำเป็นตรงที่ว่า พระมาเกิดกับคน เพื่อใช้คนให้เป็นผู้ประสาน ให้เป็นผู้บอกข่าว จำเป็นต้องบอกข่าว ไม่บอกก็ไม่ได้ ไม่บอกก็ถือว่าผิดกฎ ผิดกฎธรรมชาติเบื้องบน จำเป็นก็ต้องได้พูดไปตามการรับข้อมูล ชีวิตของแม่ทองแก้วเป็นแบบนี้ เวลานี้มีชีวิตเป็นสองแบบ แบบหนึ่งก็คือแม่ทองแก้วเป็นคนธรรมดา ธรรมดา แบบสองก็คือ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน รู้แต่ละสิ่ง รู้แต่ละอย่าง รู้แต่ละอัน รู้แต่ละแนว รู้ขึ้นมาเองโดยที่ไม่ได้คิดเอา มีแต่รู้ขึ้นมาเองอย่างเดียว ชีวิตของแม่ทองแก้ว ช่างเป็นเช่นนี้ ช่างเป็นแบบคนอื่นเป็นตามไม่ได้ ขอให้ท่านทั้งหลาย จงพินิจพิจารณาแต่ละขั้น แต่ละตอนลงไปอีก เพื่อให้เข้าใจอย่างจะแจ้งถึงความจริง และใจความหมายของพระองค์ผู้เป็นจิต.

 

จากนี้ไปจะพูดเรื่องผู้เป็นร่างกาย ที่มีความเกี่ยวข้อง แต่ก็พระองค์ผู้เป็นจิตนี้แหละส่งข้อมูลให้ แต่เกี่ยวกับการพูด จะพูดแบบคนทางนอก ให้เหมือนกันกับคนทางนอกได้พูดออกมาเอง เพื่อให้เข้าใจทั้งสองทาง ทางหนึ่งคือทางนอก อีกทางหนึ่งคือทางข้างใน แม่ทองแก้วมีความจำเป็น เพราะว่าเป็นผู้หญิง ถ้าหากว่าไม่มีผู้ช่วยพิเศษและผู้คุ้มครอง จะเป็นเรื่องยากที่สุด นี่คือความจำเป็นของความเป็นผู้หญิง และกฎเกณฑ์ในเรื่องการร่วมสร้างร่วมสม ต้องมีในชีวิต ต้องได้ฟันฝ่าตามกฎแห่งยถากรรม และต้องได้ทำหน้าที่หนัก บอกว่าหนัก หนักกว่าที่ควร เพราะว่าเป็นเรื่องหนักสำหรับการรับญาณและการส่งญาณ สำหรับการใช้เหงื่อแรง และการใช้พลังงาน และการใช้งานทั้งหมดทุกชิ้นทุกส่วน และอัตภาพร่างกาย ก็คือทุกๆระบบที่เกี่ยวข้องของตนเอง พร้อมด้วยสัญชาตญาณ เป็นเรื่องที่ครอบคลุม และรับใช้ด้วยกัน รับใช้พระองค์ จำเป็นต้องได้ร่วมแรงร่วมใจด้วยกัน ต้องได้ใช้พลังงานไม่ธรรมดา ถือว่าพลังงานมีเท่าไรก็ต้องได้ทุ่มเทลงใส่ จึงรอดจึงไหว จึงฟันฝ่าได้ แต่ก็ยังขาดตกบกพร่องในบางจุดบางที่ เพราะว่าผู้หญิงคุมสถานการณ์ยาก คุมกันและกันได้ยาก หมายถึงภาคส่วนผู้อยู่ในร่างกาย และชิ้นส่วนผู้เป็นร่างกาย ถือว่าคุมไม่ได้ดี เพราะผู้หญิงไม่แข็งแกร่ง ไม่ตั้งมั่นได้อย่างเพียงพอ ไม่ได้ตามแบบพระองค์ประสงค์ เหตุและผลก็เพราะว่าผู้หญิงอ่อนแอท้อแท้ ไม่แข็งแกร่งเหมือนผู้ชาย จำเป็นต้องให้มีคู่ครอง จึงได้แต่งงานแล้วแต่งงานอีก จนถึง 3 ครั้ง ชีวิตในความเป็นคนสำหรับทางร่างกาย จึงเป็นแบบนี้ แบบไม่เหมือนกับคนอื่น แบบต่างกับคนอื่น ถือว่าต้องมีการอาศัย ต้องมีผู้คุ้มครอง ต้องมีผู้อยู่ใกล้ชิดเพื่อให้ได้กำลังใจ เพื่อให้ได้ความอบอุ่น จึงจะได้ความสดชื่นให้กับชีวิต เรื่องทั้งหมดเป็นแบบนี้ เหตุและผลพาเป็น จึงมีคนที่สามในตอนอายุมากแล้วจึงได้ตัดสินใจมีผู้ช่วย แต่งงานเพื่อมีผู้ช่วย มีผู้เข้ามาช่วยชีวิต เพื่อให้ชีวิตตนเองและชีวิตผู้อื่น เพื่อกันและกัน จำเป็นทั้งสองฝ่ายจึงได้ตกลงแต่ง เพราะปฏิเสธไม่ได้ เพราะเห็นว่าคือหน้าที่ คือหน้าที่ด้วยกัน ครั้งที่สามจึงได้แต่งงาน กับพ่อศีลสอน ชุมพลภักดี แม่พระที่เป็นพระองค์อยู่ข้างใน ผู้เป็นจิตของแม่ทองแก้ว จึงได้มีโอกาสโปรดเมตตาได้ตามประสงค์ ทั้งพ่อพระทั้งแม่พระ ผู้อยู่ในร่างกาย ผู้อยู่ในหัวใจ จึงได้มีโอกาส มีโอกาสช่วย ช่วยทุกท่าน ช่วยทางข้างใน ส่วนทางข้างนอกก็พยายามช่วย แต่ช่วยยาก ต้องอาศัยใช้เวลา

 

ถึงอย่างไร พ่อพระแม่พระผู้อยู่ในร่างกายของแม่ทองแก้ว ก็ทำหน้าที่ช่วยอย่างเต็มที่อยู่แล้ว ขอให้ท่านทั้งหลาย จงเห็นใจผู้เป็นร่างกาย ผู้เป็นคนเหมือนกันมากๆหน่อยเถิด!และขอให้เข้าใจว่า หน้าที่ก็คือหน้าที่ เพียงแต่เข้าใจก็ดีแล้ว ขอเพียงแต่ให้เข้าใจก็เป็นบุญแล้ว เป็นบุญด้วยกันแล้ว อย่าเพิ่งคิดว่าเขียนเรื่องออกมา เพื่อให้ยกยอปอปั้น ไม่มีเจตนาแบบนี้ เพียงแต่เป็นผู้ทำหน้าที่ ทำหน้าที่ส่งข่าวบอก ขอให้ผู้ได้อ่าน ขอให้ผู้ได้ฟัง จงค้นคว้าดูเพิ่มเติม ดูประวัติ ดูมาแต่ต้นกำเนิด ดูพื้นฐาน ดูหลักฐาน ดูด้านความสามารถ เพื่อจะรู้จะแจ้งอย่างชัดเจนด้วยกัน เพื่อจะรู้ได้ว่า เป็นความจริง หรือไม่เป็นความจริง และเพื่อให้เข้าใจถึงผู้เป็นพระ พระองค์ผู้ที่เกิดขึ้นมาได้ จุดประสงค์และใจความหมาย ก็เพื่อให้รู้ถึงพระองค์ผู้เป็นจิต ผู้เป็นญาณของแม่ทองแก้ว”

 

ใช้เวลาส่งข้อมูล และจดไว้ 01 ชั่วโมง 22 นาที,

ผู้จดไว้และพิมพ์: ท่านคำสอน หลักไมตรี,

โทร: (+856-20) 222 111 40, Email: klakmaitry@gmail.com), Skype: khamsone555

https://www.facebook.com/klakmaitry

เวลา15:26 – 17:13, วันที่ 14/07/2013


 

เกี่ยวกับด้านความสามารถของข้าพเจ้า

iconดาวน์โหลด/Download

 

ข้าพเจ้าคิดว่า เป็นเรื่องดี สำหรับทุกตนทุกคนทุกชีวิต และสำหรับสัตว์โลกด้วยกัน จะอยู่ที่นี่หรือจะอยู่ที่อื่น ก็เป็นสัตว์โลกด้วยกัน ข้าพเจ้าขอแจ้งข่าวเรื่องความสามารถให้กับบรรดาท่าน เพื่อให้รู้เพื่อให้ทราบด้วยกัน เพื่อให้เข้าใจถึง เข้าใจถึงความจริงตามความเป็นจริง ข้าพเจ้าเองเป็นแม่หญิง ชื่อว่าทองแก้ว แต่ว่าข้าพเจ้ามีความสามารถแบบมหัศจรรย์ ข้าพเจ้าขอกราบเรียนบรรดาท่าน เพื่อความหวังดี และด้วยความหวังดี การกราบเรียนนี้ ก็คือให้ท่านเข้าใจว่า ข้าพเจ้าเป็นแม่หญิงสามัญชนธรรมดา และเพื่อให้ท่านจงเอานำเอาไปพินิจพิจารณา และเพื่อให้เกิดผลด้วยกัน

 

ท่านทั้งหลาย! ชีวิตของข้าพเจ้า เกิดมีความเปลี่ยนแปลง โดยองค์พระธรรมจัดสรร หรือจะเรียกว่าพระผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานจัดสรรก็ได้ แต่ไม่ใช่เป็นตนเป็นตัวคนจัดสรร การจัดสรรนี้ เป็นเพียงพระธรรมชาติจัดระบบเท่านี้เอง แต่ว่าต่างกันกับตนเองจัดสรรตนเอง ต่างกันตรงที่ว่า พระจัดสรรเป็นแบบอัตโนมัติ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นขึ้นเอง ทุกสิ่งทุกอย่างก็คือสิ่งที่ไม่คาดคิด ต่อไปข้าพเจ้าจะได้อธิบายด้วยเหตุและผลให้ท่านฟัง

 

1.

ข้าพเจ้ารู้เกี่ยวกับเรื่องวินิจฉัย และวิเคราะห์ ข้าพเจ้าสามารถเอาข้อมูลตามความเป็นจริง ของบุคคลนั้นๆออกมาอย่างว่องไว เป็นแบบมหัศจรรย์ รู้รายละเอียดถึงจุดนั้นจุดนี้ จุดขาดตกบกพร่องและจุดเสีย จุดไม่ดีหรือจุดดี สำหรับเรื่องนิสัย สำหรับเรื่องวิเคราะห์โรคาพยาธิ นั้นมีความสามารถ ถือว่าเชี่ยวชาญพอสมควร แบบว่าผู้ที่มีโรคาพยาธิมาถาม ข้าพเจ้าสามารถวิเคราะห์ออกมาได้ วิเคราะห์แบบรู้ถึงจุดนั้นจุดนี้เหมือนกัน แบบว่าจุดไหนเป็นโรค จุดไหนมีเชื้อ จุดไหนพาให้เจ็บให้ปวด และที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ก็สามารถไต่สวนได้ ส่งผลไปถึงที่ไหนบ้าง สามารถเอารายละเอียดได้ สามารถเอาข้อมูลออกมายืนยันเป็นข้อเป็นข้อได้

 

2.

ข้าพเจ้ามีความเชื่อ เชื่อตามสิ่งที่ข้าพเจ้าได้ประสบพบเจอ การพบเจอนี้ เป็นการพบเจอทางความรู้สึก และทางด้านสติปัญญา และทางด้านความระลึกความรู้สึกแบบพิเศษ คำว่าระลึกรู้สึกแบบพิเศษนี้ เป็นคำสำคัญที่สุด เพราะว่าเป็นคำที่ตรงไปตรงมา ข้าพเจ้ามีความตรงไปตรงมาอย่างละเอียดที่สุด จึงได้ความรู้สึกนึกคิดแบบพิเศษ แบบพิเศษจริงๆ ท่านอาจจะว่าพิเศษอย่างไร? ข้าพเจ้าจะอธิบายเพิ่ม พิเศษก็คือคิดเอาเองไม่ได้ มีแต่นึกถาม ถามผู้ที่อยู่ในหัวใจ ผู้ที่อยู่ในหัวใจก็ตอบขึ้นมาเลย ตอบขึ้นมาแบบมหัศจรรย์ ทั้งเรื่องของตนเองเอง ทั้งเรื่องของผู้อื่นก็เป็นเช่นเดียวกัน แบบว่าข้าพเจ้ารู้ เข้าใจอยู่ในบางสิ่งบางอย่าง ในบางเรื่อง แต่ว่าไม่สามารถละเอียด ไม่เข้าใจถึงความละเอียด สรุปเป็นเช่นนี้ พอเวลาที่ข้าพเจ้าอยากรู้ ผู้อยู่ในหัวใจก็ตอบขึ้นมาเลย ตอบแบบรวดเร็วทันใจ ตอบจนให้พอใจในแต่ละเรื่อง ในแต่ละหัวข้อ นี้แหละข้าพเจ้าจึงว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ ก็เลยยืมเอาคำศัพท์ ที่ว่า “มหัศจรรย์” มาใช้ เพื่อให้เข้าใจด้วยกัน บางครั้งข้าพเจ้าอยากจะได้คำสอน ข้าพเจ้าก็บอกว่า ข้าพเจ้าหรือทางคณะ ขอคำสอนหน่อยเถิด!พระผู้รู้เอ๋ย!พระก็จะบอกรายละเอียดขึ้นมาเลย บอกรายละเอียดว่าแบบนี้ “กราบก่อน กราบ 3 ครั้ง หรือ 5 ครั้งก่อน กราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ กราบคุณบิดามารดา กราบคุณผู้เป็นครูบาอาจารย์” ต้องกล่าวแบบนี้ ต้องบอกแบบนี้ และบอกอีกว่า ท่านผู้เขียนจงตั้งใจเถิด!ตั้งใจด้วยกันเถิด!พร้อมทั้งผู้รับข้อมูลออก ผู้เป็นร่างกายของพระนี้เอง จงเอาใจใส่แบบพิเศษ ถ้าหากว่ามี 5 หน้ากระดาษ ก็บอกว่า 5 หน้ากระดาษ  เพราะว่ามี 5 หน้ากระดาษ ถ้าหากว่ามี 7 หน้ากระดาษ ก็บอกว่า 7 หน้ากระดาษ  หรือมีน้อยมีมาก ก็บอกตามน้อย ตามมาก แล้วก็บอกว่า จงตั้งใจสำหรับผู้เป็นแม่พระ ถ้าไม่ตั้งใจ ข้อมูลจะคลาดเคลื่อน เพราะว่าร่างกายผู้หญิงไม่แข็งแกร่ง ร่างกายผู้หญิงมีความอ่อนแอ ในเมื่อไม่ตั้งใจ สายรับสายส่งก็จะไม่เต็ม ไม่ต่างอะไรกันกับโทรศัพท์ที่สัญญาณไม่เต็ม เป็นแบบเดียวกัน ไม่ต่างอะไรกันกับเรื่องระบบไฟฟ้า ถ้าหากว่าไฟฟ้าไม่เพียงพอ ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าก็ลำบาก ผู้เป็นร่างกายต้องระวัง และพิเศษอีกอย่าลืมหายใจเข้าหายใจออก ติดตามทุกเมื่อ เพื่อป้องกันการแทรก เพื่อหลีกเลี่ยงพวกที่เฝ้ายามหัวใจ พวกที่เฝ้ายามหัวใจนี้ เป็นพวกฝ่ายโลกใบนี้ เป็นพวก ฝ่ายทารุณพระอยู่แล้ว เขาคอยทำลายตลอด พระจะบอกละเอียดถึงขนาดนี้ แต่ว่าข้าพเจ้าก็ยังมีเผลอ เพราะว่าบางครั้งบางคราว ก็มีเสียงเรื่องนั้นรบกวน มีคนนั้นคนนี้เข้ามารบกวน เรื่องโทรศัพท์บ้าง เรื่องนั้นเรื่องนี้บ้าง สุดท้ายแล้วก็พลาดอยู่ดี แต่ไม่มาก ขาดแบบบางจุดบางคำพูด อีกอย่างหนึ่งคือความขาดตกบกพร่องอย่างสูง ก็เพราะข้าพเจ้าเขียนเองไม่เป็น จำเป็นต้องได้อาศัย อาศัยผู้นั้นผู้นี้เขียนให้ ผู้นั้นผู้นี้ก็คือผู้ที่เป็นอาสาสมัครด้วยกัน  ถือว่าหนังสือแต่ละหัวข้อหัวข้อ ต้องมีชื่อผู้เขียน เพราะพระจัดสรรให้ลงชื่อไว้ อีกอย่างหนึ่ง ข้าพเจ้านั้นเป็นผู้พูดไม่คล่องกับตัวอักษร และเกี่ยวกับคำพูดที่เข้าเรื่องตามโลก ข้าพเจ้าก็ไม่ถนัด ข้าพเจ้าเคยพูดตามแบบของข้าพเจ้า แบบว่าพูดเหมือนคนไม่ได้เข้าโรงเรียนนั่นแหละ! ไม่ค่อยมีขั้นมีตอนเท่าไร! แต่ว่าผู้เขียนค่อนข้างว่าเป็นคนมีความรู้สูง และจบนั่นจบนี่ เชี่ยวชาญก็มี ดอกเตอร์ก็มี ปริญญาโท ปริญญาเอกก็มีหมด นักธุรกิจก็มี ครูอาจารย์ก็มี ประชาชนธรรมดาก็มี บางครั้งก็ให้ลูกเขียนให้ บางครั้งก็ให้พ่อพระผู้คุ้มครองข้าพเจ้าเขียนให้  แจ้งให้ท่านฟังเกี่ยวกับเรื่องที่มีข้อขาดตกบกพร่อง แจ้งให้ท่านรู้ เพื่อไม่ให้ท่านสงสัยผู้เป็นพระ ถ้าจะสงสัยก็ขอให้สงสัยเรื่องระบบของข้าพเจ้าอย่างเดียว เพราะว่าข้าพเจ้าเองก็ยอมรับข้อขาดตกบกพร่องตลอด ยอมรับเรื่องไม่เอาใจใส่ให้ได้ตามแบบของพระองค์ บางครั้งที่ผู้หญิงเขียน ข้าพเจ้าก็ยิ่งเลอะเลือน พูดไปด้วยหัวเราะไปด้วย ส่งข้อมูลออกด้วย นี่คือความผิดพลาดสำหรับข้าพเจ้า จุดอ่อนจุดเสียของข้าพเจ้า ขาดการสำรวมระวังอย่างเต็มที่ แต่ว่ามีบางหัวข้อก็ได้เอาใจใส่แบบพิเศษ  พระก็ยกย่อง อาจจะเป็นเรื่องนี้ก็ได้ หรือมีบางเรื่อง แต่ว่าพระเคยบอก พระผู้อยู่ในหัวใจเคยบอก บอกตลอด บอกว่า “เจ้าจงเอาใจใส่เถิด!เจ้าผู้เป็นกายเอ๋ย! ข้าพเจ้าก็ได้ถามคืน ถามว่า “ทำไมจึงเรียกแบบนี้” พระตอบว่า “เรียกเพราะเจ้าขาดมารยาท” ข้าพเจ้าก็ถามอีกว่า “ทำไมจึงเรียกว่า แม่พระ? ทำไมจึงเรียกว่าแม่พระในบางครั้ง?” เรียกเพราะเจ้าเหมาะสม เวลานั้นเจ้าเป็นผู้สำรวมระวังได้ดี ข้าพเจ้าจึงรู้ ข้าพเจ้าจึงเข้าใจว่า พระเอาแท้เอาจริง ข้าพเจ้าพูดให้ฟังอยู่ในเวลานี้ อยู่ในชุด แจ้งความสามารถนี้ ก็ใช่พระทั้งหมด เป็นผู้ส่งข้อมูลออกให้เหมือนกัน แต่ว่า เพราะว่าผู้เป็นพระอยากให้รู้อยากให้เข้าใจ อยากให้ข้าพเจ้า และให้ท่านได้ความเข้าใจด้วยกัน ข้าพเจ้านั้น เป็นผู้มีหน้าที่ส่งอย่างเดียวเหมือนกัน ส่งออกให้ ท่านบุญลือ ศิลาเพชร เป็นผู้เขียนไว้  กำหนดเวลาให้ดูในหน้าสุดท้าย ผู้ที่พิมพ์ คือท่านคำสอน หลักไมตรี รายละเอียดถ้าอยากโทรถาม ขอจงโทรตามเบอร์นี้ (+856-20) 2222 8006, (+856-20) 222 111 40

 

ข้อที่สองที่ว่านี้ นั้นเป็นข้อที่ยืดยาว เพราะว่าข้าพเจ้ายังเป็นผู้ไม่ทันเอาใจใส่ต่อภาระหน้าที่ พระก็เลยถือเอาโอกาสนี้ สอนข้าพเจ้าไปด้วย แต่ว่าจะพูดอย่างไร ก็ต้องเป็นข้าพเจ้าพูดเหมือนเดิม แต่การพูดนี้ พูดด้วยระบบจัดสรร ด้วยระบบถูกจัดสรร ด้วยระบบที่เป็นระบบอัตโนมัติ บางศัพท์บางคำ ข้าพเจ้าก็พอรู้ พระจึงให้ข้าพเจ้านำเสียงแบบนี้ออกมาได้ ประกอบศัพท์แบบนี้เข้ามาใส่ เพื่อให้เข้าใจได้ด้วยกัน ทำอย่างไรเพื่อจะให้เข้าใจ พระก็พยายาม พยายามที่สุด เพื่อให้รู้จักว่า ทองแก้วคนนี้เป็นเพียงแต่หุ่นให้พระ และเป็นเพียงเครื่องรับเครื่องส่ง ส่วนมากนั้นทำหน้าที่ตลอด คือใช้คลื่นสูงเป็นประจำ ถ้าหากว่าจะใช้คลื่นกลาง พระก็ต้องให้พูดอยู่ในระบบ ถ้าหากว่าจะเอาคลื่นต่ำผสมรวมเข้าด้วย พระก็ต้องเป็นผู้ปรับ ปรับให้ ปรับหมายถึงปรับให้ใช้ ให้ใช้สำหรับกับผู้ที่สมควร พอที่จะใช้ พระมีความเมตตาสงสารที่สุด พระจึงให้แม่พระทางนอกปล่อยเสียงออก ด้วยเสียงแข็ง ด้วยความแข็งกระด้างและหยาบ นี่คือคลื่นต่ำผสมกับคลื่นกลาง สำหรับสองคลื่นนี้ พระไม่ค่อยจะให้ใช้ เพราะว่าหมดพลังมาก หมดแรงมาก เหนื่อยเพลียที่สุดในเวลาที่ใช้แล้ว แต่พระก็ให้ใช้ เพราะว่ามีความจำเป็น เพราะว่าผู้ที่ควรใช้นั้น พระรักที่สุด จึงปราบ จึงสะเดาะเคราะห์ออกให้ ปราบแบบรุนแรงก็มี คล้ายๆกับว่า เหมือนกับคนไม่รู้กาลเทศะ แต่ว่าเป็นเพียงการจัดสรร เสร็จหน้าที่แล้วก็จบ และก็ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น เป็นแบบนี้ แต่ว่าพระต้องบอกให้แผ่บุญให้มากๆ ให้พรไปมากๆ ต้องได้ช่วยแบบพิเศษ ต้องได้ช่วยแบบเอาใจใส่ด้วยที่สุด ที่สุดๆ เลยแหละ!ต่อไปข้าพเจ้าจะได้พูดเกี่ยวกับข้อที่สองนี้ เกี่ยวตรงที่ว่าพิเศษ ก็คือรู้สึกนึกคิดแบบอัตโนมัติ ทำอะไรก็รู้ พูดแต่ละคำ ปริปากงับลงก็รู้ มีเล็กน้อยที่ไม่รู้ ประมาณ 2 ถึง 3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น หมายถึงว่าไม่ได้เต็ม 100% ยังอีก 2-3%เท่านี้เอง โดยปกตินั้นรู้ตัวตลอด เวลาใดที่ข้าพเจ้าเผลอไปนิดหนึ่ง พระอยู่ในต้องเตือน เตือนว่า “รู้ตัว จงรู้ตัว” บอกแบบนี้ ข้าพเจ้าคิดว่า นี้หนอที่ว่าผู้วิเศษ!ผู้วิเศษเกิดกับคน เราเป็นคนแท้ๆ เราไม่สามารถบอกเราเองได้ สอนเราได้เท่ากับผู้ที่อยู่ในตัวของเรา ผู้ที่อยู่ในตัวของเราเป็นผู้รู้ เป็นผู้เข้าใจเรา เป็นผู้เห็นเรา ข้าพเจ้าจึงคิดได้ว่า อันนี้คือของดี อันนี้คือของแท้ มีแต่กลัวว่าเราจะเผลอ มีแต่กลัวว่าเราจะพลาด มีแต่อยากช่วย แต่ละเช้าแต่ละเย็นก็มีแต่ช่วย ข้าพเจ้าจึงคิดว่า เราเป็นผู้โชคดี โชคดีเพราะว่า สิ่งที่เรามีอยู่ในเวลานี้ อยู่ในชีวิตของเรานี้ เป็นสิ่งที่ไม่คาดคิด และเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเปรียบเทียบใส่อะไรได้ ข้าพเจ้าขอยกให้ฟังแบบนี้ และขอบอกเกี่ยวกับด้านความสามารถในข้อนี้ก็คือ เฉพาะเจาะจงก็ใช่ ผู้แนะนำพร่ำสอนทั้งตนเองและผู้อื่น กล้าสามารถเขียนข้อแนะนำให้ทุกท่านทุกตนทุกคนที่เข้ามาหา ถ้าหากว่าต้องการ เป็นเรื่องแปลก แปลกอยู่ตรงที่ว่า ให้ข้อแนะนำออกไป คืออิงตามความตื้นลึกหนาบาง ของบุคคลนั้น และความรับรู้ได้ สิ่งที่ข้าพเจ้าอัศจรรย์ ก็คือบอกจุดอ่อนจุดเสียด้วย บอกให้แก้ไข บอกให้เปลี่ยนแปลง และบอกให้เข้าใจถึงเหตุและผล ที่มาเป็นอย่างไร ที่ไปเป็นอย่างไร จะได้รับผลอย่างไร ถ้าหากว่าไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าหากว่าเปลี่ยนแปลง จะได้ดีมีสุขอย่างไรก็บอก ถือว่าบอกไปตามบุคคล แนะนำไปตามบุคคล สอนไปตามบุคคล ช่วยไปตามบุคคล สรุปได้ว่า พระจัดสรรไปตามความเหมาะสม

 

3.

ข้าพเจ้าสามารถรับรู้เกี่ยวกับผู้ที่ตายไปแล้ว อย่างไม่ต้องสงสัย ขอเพียงแต่ข้าพเจ้านึกถาม ก็มีข้อมูลตอบเข้ามาเลย ได้รายละเอียดจนผู้ถามบอกว่า นิสัยคนนี้ ตอนที่ยังไม่ตายเป็นแบบนี้แหละ ถูกต้องแล้ว แต่ละจุดแต่ละแง่ ผู้ถามก็บอกว่า ตรงทั้งหมด ตรงตามบุคคลนั้น การถามนี้ จุดประสงค์ของผู้ถามก็เพื่ออยากรู้ว่า พ่อแม่อยู่ที่ไหน ญาติมิตรอยู่ที่ไหน ในที่สุดก็ตอบว่า อยู่ที่นั่น อยู่สูงเพราะผลงานเช่นนี้เช่นนี้ ถ้าหากว่าผู้ที่ทำดีในตอนยังมีชีวิตอยู่ ก็ต้องเอารายละเอียดให้พอคร่าวๆ พอรู้ขั้นรู้ตอน พอมีข้อตรวจวัดใส่กับบุคคลนั้น และผู้ไปต่ำ ผู้ไปทางต่ำ ก็ได้บอกถึงผลเสีย และจุดเสียมีกี่ข้อกี่ข้อ ตอนที่ยังไม่ตาย ทำอย่างนี้อย่างนี้เอาไว้ ทำอย่างไรก็ต้องเอาตามจิตของบุคคลนั้นรายงาน ไม่ใช่ข้าพเจ้าคาดคะเนเดาเอาเอง ทั้งฝ่ายดีทั้งฝ่ายไม่ดี ก็ต้องใช่ผู้เป็นพระจิตของคนนั้นเอง เป็นผู้บอกเป็นผู้รายงาน ถือว่าข้าพเจ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญพอสมควรในเรื่องนี้ กล้ายืนยันต่อชาวโลกได้ กล้ายืนยันต่อทุกตนทุกคนได้

 

4.

ข้าพเจ้ามีด้านความสามารถ เกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจ ในด้านให้ข้อปฏิบัติ สำหรับผู้ที่พอใจ มีความประสงค์ขอข้อปฏิบัติ หรือว่าเข้ามาฝึกเข้ามาปฏิบัติอยู่ที่ศูนย์ ก็ต้องได้ให้ข้อปฏิบัติ และให้เวลาในการปฏิบัติ แต่ว่ากำหนดเวลาไม่เหมือนกัน อิงตามผู้มีกรรมน้อยผู้มีกรรมมาก ถ้ากรรมมีน้อย บาปมีน้อย เวรมีน้อย เคราะห์และโชคร้ายมีน้อย ก็ง่าย ก็พอล้างออกง่าย ล้างด้วยการฝึก ล้างด้วยการปฏิบัติ แต่ถ้าหากว่า ผู้หนามาก ผู้หนาเกิน ผู้แบกผู้ยกของหนักทับตนเองมาก ก็จะยาก ยากตรงที่ว่า ไม่ยอมทิ้งของเก่า และไม่อยากเดินตามรอยของพระองค์แท้ ของพระองค์จริง ยังอยากงมงายอยู่ ยังอยากเอาเจ้านั่นเจ้านี่มาเป็นที่พึ่งอยู่ ยังเชื่อตามๆกันอยู่ สำหรับเชื่อทางนอกศาสนา ถ้าเป็นแบบนี้นั้นจะยาก จะยากที่สุด เพราะว่ากดทับผู้รู้อยู่ในตัวของตนเองไว้ ถือว่าทับพระ พระผู้ที่จะช่วยตนเอง ในเมื่อทับพระไว้ พระก็เลยหมดโอกาส หมดโอกาสช่วยตนเอง แต่ถ้าหากว่า ผู้ที่เสาะแสวงหาความจริง และผู้ที่พอใจจริงกับความอยากรู้อยากแจ้ง และอยากให้พระช่วยจริง ถือว่าไม่ยาก สิ่งสำคัญอีกก็คือเรื่องทำความเข้าใจ ต้องเข้าใจว่า ตัวของตนเองไม่ใช่ตัวแท้ ไม่ใช่ตัวจริง อย่างน้อยต้องเข้าใจว่า ตนเองเป็นเพียงแต่ธาตุตามธรรมชาติของโลกใบนี้เท่านั้น และควรรู้จักในสิ่งที่ควรรู้จัก คือควรรู้จักในเรื่องไม่ควรทำบาป ไม่ควรทำความไม่ดีไม่ชอบ และไม่ควรพูดโกหก พูดล้อเล่น โลเล คำหยาบและคำแข็ง และคำคุยโม้โอ้อวด คำเย่อหยิ่ง และไม่ควรทำให้ผู้อื่นเสียอกเสียใจ ทางใดก็ตาม ทางการพูดทางการกระทำก็ตาม ควรหลีกเลี่ยง สิ่งสำคัญอีก ควรรู้จักว่าตนเองคิดอย่างไร คิดดีหรือไม่ดี คิดบ่มซ่อนหรือไม่บ่มซ่อน คิดเข้าระบบหรือคิดออกจากระบบ คิดถ่วงดึงผู้อื่น หรือคิดอยากให้ผู้อื่นได้ความเจริญ คิดเบียดเบียนตนหรือคิดเบียดเบียนผู้อื่น ต้องรู้ต้องเข้าใจ ต้องเข้าใจถึงอารมณ์ ต้องเข้าใจถึงอาการ อารมณ์ อาการของตนเอง และตนเองมีความปกติหรือว่าไม่ปกติ ต้องรู้ต้องเข้าใจ ต้องเห็น ต้องคุมตนเองได้ ต้องรู้อีกว่า ถ้าไปตามเรื่อง พลังจะอ่อน พลังจะหมด พลังจะสูญหาย ในเมื่อรู้จัก รู้จักเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็สามารถช่วยตนเองได้แล้ว ถือว่าช่วยตนเองได้ การฝึกการปฏิบัติก็คือการสร้างพลัง บอกได้เลยว่า เป็นการสร้างพลังให้แก่ชีวิดจิตใจตนเอง ให้แก่ระบบตนเอง ให้แก่พระองค์ด้วย พระองค์ก็คือผู้รอเกิด เกิดขึ้นอยู่ในตัวของตนเอง ยอดคำสอนจึงบอกว่า การไม่ทำบาปทั้งปวงเป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง การทำกุศลให้ถึงพร้อม เป็นเรื่องที่ให้ตนเองได้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานขึ้นมา การชำระจิตของตนให้ขาวสะอาด สามารถรู้แจ้งเห็นจริง คำสอนสามข้อนี้ เป็นสุดยอดสำหรับพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็คือทั้งผู้เกิดขึ้นมาได้แล้ว และทั้งผู้ที่ยังไม่ทันได้เกิด หมายถึงผู้ที่ยังจม ผู้ที่ยังถูกฝังอยู่ ฝังอยู่ในกายตนเอง ยอดคำสอนของพระองค์ ถ้าบุคคลใดเอาใจใส่ฝึกตนเอง ตนเองนั่นแหละจะเป็นพระพุทธเจ้าเอง เพราะว่าข้าพเจ้าเข้าใจถึงเรื่องนี้ เรื่องหัวใจพระพุทธศาสนา เป็นแบบนี้ และเป็นเช่นนี้อย่างแท้จริง ข้าพเจ้าจึงจัดข้อปฏิบัติให้ เพื่อให้ผู้ที่พอใจอยากชำระกาย วาจาใจตนเอง แต่ต้องได้มาปฏิบัติอย่างพออกพอใจ และด้วยความเต็มอกเต็มใจ พร้อมทั้งมีความนอบน้อม นอบน้อมต่อข้าพเจ้า แต่ไม่ได้หมายถึงสำหรับผู้เป็นร่างกาย คือหมายถึงผู้ให้คำสอนอยู่ในเวลานี้ ก็คือ พระผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้ที่เป็นพระองค์นี่เอง

 

 

ข้อที่ 4 นี้ เป็นข้อที่เจียรนัยจ่ายแจกให้ฟัง เพื่อให้หมดความสงสัย ทั้งทางผู้เป็นคนและทั้งทางผู้เป็นพระ พระองค์อยู่ใน คนเป็นผู้หุ้มห่อพระองค์ พระองค์อยู่ในคน พระองค์พระแม่แก้วอยู่นอก  พระองค์พระแม่แก้วอีกที่อยู่ทางข้างใน ชื่อทางนอกก็ชื่อแก้ว ชื่อทางในก็ชื่อแก้ว ชื่อแก้วเหมือนกัน ชื่อแก้วทั้งสอง พ่อแม่ชาตินี้ก็ช่างตั้งชื่อให้ สรุปได้ว่าข้อที่ 4 นี้ เป็นข้อที่ให้ความกระจ่างแจ้ง เกี่ยวกับหัวใจพระพุทธศาสนาย่อๆ แต่ถ้าเข้าใจก็จะสามารถช่วยตนเองได้ ช่วยให้เห็นทุกข์ ช่วยให้เห็นเหตุ ช่วยให้เห็นธรรม ช่วยให้รู้จักยินดีพอใจในการปฏิบัติ ช่วยให้เข้าใจถึงเรื่องระบบในตัวของตนเอง และคลื่น ตลอดถึงหัวใจ ระบบประสาท สมอง และชิ้นส่วนต่างๆ รวมไปถึงทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ผ่านเข้ามาแต่ละทางละทาง จะเป็นการหล่อเลี้ยงก็ดี ทั้งเครื่องกินเครื่องดื่ม อาหาร น้ำดื่ม หรือสิ่งต่างๆ ก็จะรู้ก็จะเข้าใจว่า ส่วนนี้แหละที่มาเป็นร่างกายของตนเอง ส่วนแต่ละส่วนนี่แหละ มาเป็นตัวของตนเอง ข้าพเจ้าเข้าใจ ข้าพเจ้าก็ต้องแนะนำแบบนี้ ในเมื่อแนะนำแบบนี้แล้ว ก็ต้องให้ได้ยินได้ฟังสัจธรรมที่ข้าพเจ้าส่งออก ในหลายๆแง่ หลายๆหัวข้อ เรียกว่าเรื่องจุกๆ จิกๆ ก็มี เรื่องเล็กๆน้อยๆ เรื่องสามีภรรยา เรื่องลูก เรื่องหนุ่มเรื่องสาว เรื่องผู้ใหญ่เรื่องเด็ก บางทีก็ส่งโดยอิงตามชั้นคน บางทีก็ส่งแบบรวมๆ บางทีก็เฉพาะเจาะจง เพราะว่าอยากให้รู้อยากให้แจ้ง เพราะว่าข้าพเจ้าเข้าถึง ข้าพเจ้าจึงมีความเมตตาสงสารจนหาอันเปรียบไม่ได้ เหตุผลที่ข้าพเจ้าแยกแยะให้ฟังนี้ ก็เพื่อว่า ให้รู้ด้านความสามารถของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าพูดแบบเกาะเกี่ยว แต่มีความกลมกลืน กลมเกลียว ต่อเนื่องกันได้แบบนี้ จะเรียกว่าอย่างไร? จะเรียกว่าแม่ทองแก้วเก่ง ถ้าเรียกแบบนี้ก็ไม่ถูก ถ้าเรียกว่าแม่ทองแก้วมีพระผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานจริง จนส่งสัจธรรมคำสอนออกมาให้ฟัง แบบนี้ถูกที่สุด แบบนี้ใช่ ถูกตามแบบ แต่ว่าท่านจะชมอย่างไร ท่านจะพูดอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ท่านพิจารณา สำหรับข้าพเจ้าแล้ว เป็นแต่ผู้ทำหน้าที่ การทำหน้าที่นี้เป็นการดี แต่เป็นการยาก ยากตรงที่ว่า ผู้ที่พอจะเข้าใจมีน้อย ผู้ที่จะไม่เข้าใจมีมาก ข้าพเจ้ารู้เห็นอย่างเต็มใจ เพราะว่าระบบเชื่อมต่อพารู้ การจัดข้อปฏิบัติให้ผู้ที่เข้ามาปฏิบัติ ต้องได้อาศัยการเชื่อมต่อ การเชื่อมต่อนี้เป็นการช่วยที่สุด ช่วยทั้งข้าพเจ้า ช่วยทั้งผู้อื่น ให้ผู้อื่นได้เข้าใจเรื่องของข้าพเจ้า จริงหรือไม่จริง ตนเองก็ต้องรู้อยู่แก่ใจ ในเมื่อการติดต่อรายงาน มีรายงานออกมาแล้วอย่างมีเหตุมีผล จึงตกตะลึง ทางฝ่ายตกตะลึงก็บอกว่า ความจริงที่ผ่านมามีเรื่องแบบนี้จริง ในเมื่อดูการรายงานในแต่ละข้อละข้อแล้ว จึงยอมรับ จึงนอบน้อมลงใส่กัน เพราะรู้สึกว่าถูกต้อง เหตุและผลที่ตนเองเข้าใจได้ จึงยอมรับว่า ข้าพเจ้าสมควรเป็นพระ แต่ความเป็นจริง จะให้ข้อปฏิบัติ หรือไม่ได้ให้ข้อปฏิบัติ ข้าพเจ้าก็เป็นพระอยู่แล้ว เพราะว่าข้าพเจ้ามีพระอยู่ใน พระอยู่ในหัวใจของข้าพเจ้าเอง

 

5.

ด้านความสามารถข้อนี้ ค่อนข้างว่ารู้ได้เฉพาะตนจริงๆ เพราะว่าไม่ใช่รู้มาจากที่อื่น เป็นความรู้ที่เกิดจากความเข้าใจเอง เกี่ยวกับเรื่องรับญาณส่งญาณ เกี่ยวกับเรื่องฟัง เกี่ยวกับเรื่องกำเอาข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการจัดสรรย่อเข้า และการเรียบเรียง น่าอัศจรรย์ ใครเป็นผู้เรียบเรียง? อาจจะถาม! คณะจัดสรร มีคณะแบบคนทางนอก แต่ว่าไม่มีตัวตน ไม่มีตัวไม่มีตน แต่เป็นเรื่องเป็นราวออกมาได้ เป็นเรื่องตามแบบตามระบบ มีเจ็ดภาคส่วนทำงานด้วยกัน ภาคส่วนที่ 1: คือข้าพเจ้าผู้เป็นร่างกาย, ภาคส่วนที่ 2: คือหัวใจ, ภาคส่วนที่ 3: คือระบบ ทั้งหมดทุกชิ้นทุกส่วนนั้นขึ้นกับระบบ, ภาคส่วนที่ 4: คือเกี่ยวกับด้านความสามารถของผู้เชี่ยวชาญ ก็คือผู้เป็นญาณ ญาณชาตินี้ ถ้าหากว่าไม่รู้ไม่แจ้ง ก็เรียกว่า “วิญญาณ” แต่ญาณของข้าพเจ้ารู้แจ้ง จึงได้เรียกว่า “ญาณรู้แจ้ง” จึงได้เรียกว่า ภากส่วนญาณ และอีกภาคส่วนวิญญาณเก่า ก็คือวิญญาณเหมือนกัน แต่ว่าเป็นวิญญาณในอดีตชาติ และพากันตามมา ก็เลยเรียกว่า “ดวงวิญญาณ” จึงได้เรียกว่า “พวกดวงวิญญาณ” พวกดวงวิญญาณนี้ เป็นพวกช่วยก็ใช่ วุ่นวายก็ใช่ พาให้สับสนที่สุด พาให้ไม่รู้ไม่แจ้ง ทั้งดวงวิญญาณ ทั้งวิญญาณชาตินี้ พอๆกัน ไม่ธรรมดา จึงเรียกว่า “วิญญาณและดวงวิญญาณ” พร้อมทั้งผู้เป็นจิตที่เกิดอยู่ในโลกมนุษย์นี้ ที่เกิดอยู่ในธาตุร่างกาย ทั้งร่างกายคนทั้งร่างกายสัตว์ ทั้งหมดทุกๆจำพวก ล้วนแล้วแต่มีจิต ในเมื่อเกี่ยวพันด้วยกัน ก็ต้องยุ่งเหยิงด้วยกัน ก็ต้องสาละวนด้วยกัน แยกให้ฟังเพราะเห็นหลายคนคาใจ คาใจก็เพราะไม่เข้าใจเอง ในเมื่อไม่เข้าใจ ก็มาโทษผู้อธิบาย ผู้อธิบายนี้แสนทุกข์ยากลำบาก ลำบากตรงที่ว่า กลัวผู้อ่านไม่เข้าใจ กลัวผู้ฟังไม่เข้าใจ สรุปได้ว่า พวกเกี่ยวข้องด้วยกัน คือภาคส่วนที่ 4 ภาคส่วนที่ 4 นี้ เป็นภาคส่วนที่ยุ่งเหยิงที่สุดๆ ของความสุดๆ เพราะว่าแย่งกันเป็นใหญ่ก็ใช่ เพราะความไม่รู้ไม่แจ้งด้วยกัน จึงพันกันจนเป็นก้อนยุ่งเหยิง คำว่าเป็นก้อนยุ่งเหยิง ไม่รู้ว่าคืออะไร คิดเอา มันต้องใหญ่มันต้องหนาพอสมควร จึงเรียกว่าเป็นก้อนยุ่งเหยิงได้ นี่แหละจึงเรียกว่า ยุ่งกว่าเส้นไหมอยู่ในกระบุง ยุ่งอันใดก็ไม่เท่ายุ่งเหยิงอยู่ทางข้างใน ยากอันใดก็ไม่เท่ายากอยู่ที่ใจ ข้องอันใดก็แก้ได้ คาอันใดก็แก้ได้ อันที่แก้ไม่ได้ก็คือแก้ใจตนเอง เพราะแบบนี้ เพราะว่าฝ่ายที่สี่นี้ คณะพวกนี้ คณะเชื่อมต่อแบบไม่รู้ไม่แจ้ง จึงเป็นเจ้าภูมิเจ้าที่ จึงเป็นเจ้านั่นเจ้านี่อยู่ตรงนั้นอยู่ตรงนี้ อ้างตนเองเป็นนั่นเป็นนี่ หรือเข้าร่างทรง เข้าร่างกายคนนั้นเข้าร่างกายคนนี้ เป็นแบบนี้ เพราะมีพวกนี้ พวกฝ่ายที่ 4 นี้ ถือว่าภาคส่วนที่ 4 ที่ว่ามานี้ สำหรับเกี่ยวข้องกับแม่ทองแก้ว ไม่ได้เป็นเหมือนที่กล่าวมา เพราะได้อบรมบ่มเพาะ ได้พาฝึกได้พาปฏิบัติ ก็เลยโชคดีด้วยกัน สุดท้ายแล้วก็มาเป็นพวกเดียวกัน มาเป็นภาคส่วนที่ช่วยกัน, ภาคส่วนที่ 5: เป็นภาคส่วนญาณเก่า ญาณเก่านี้ต้องเรียกว่า “พระญาณ” เพราะว่าเป็นญาณมาจากเบื้องบน เป็นญาณโดยพระธรรมชาติเบื้องสูง เป็นญาณที่เก่ง และมีความสามารถสูง มีความสามารถ แบบคล่องแคล่วว่องไว แต่ว่าต้องได้อาศัยผู้เป็นร่างกายช่วย ช่วยตรงที่ว่า ถ้ากายฝึกดีแล้ว ญาณก็จะได้เป็นผู้มีอิสระ, ภาคส่วนที่ 6: คือ “พระทิพย์” พระทิพย์เป็นภาคส่วนที่น่าสงสารที่สุด ก็คือความเป็นทิพย์หมดอิสระ เพราะว่าถูกตัดอิสระ ตัดเพราะว่าเข้ามาอยู่ในร่างกายของคน หรือสัตว์ก็แล้วแต่ ถือว่าหมดโอกาสสุดๆ ในเมื่อพระทิพย์ไม่มีรัศมีแรงกล้าออก ก็ต้องอยู่ในสภาพถูกทุบตี ทนทุกข์ทรมานแบบหาอันเปรียบไม่ได้ แต่จะไม่ได้อธิบาย จะพูดแบบคร่าวๆ เพราะเคยอธิบายมามากแล้ว กลัวว่าจะยืดยาวเกินไป แค่นี้ก็ยังคิดว่ามากเหลือเกินแล้ว สำหรับการสละเวลาอ่าน, ภาคส่วนที่ 7: เป็นภาคส่วนที่เกิดจากความระลึก ความรู้สึกของผู้เป็นกายนี้เอง ออกมา แบบตามแบบ เพราะว่าแบบที่พาให้ออก แบบที่พาให้เกิด ก็คือสติ สรุปได้ว่า สรุปลงได้ ภาคส่วนที่ 7 นี้ คือเกิดจากการมีสติ แต่ว่าต้องเป็นสติแบบเชี่ยวชาญที่สุด ประกอบด้วยความรู้สึก ประกอบด้วยความตั้งใจ ประกอบด้วยความไม่ผิดพลาด ความถูก ความดี ความชอบ เรื่องอะไรก็ถูกก็ดีก็ชอบ สร้าง ทำถูก มีแต่ดี มีแต่ชอบ ชอบสามทางแล้ว จึงคุมหกทางได้ คุมทางหู คุมทางตา คุมทางจมูก คุมทางลิ้น คุมทางกาย คุมทางใจ ในเมื่อคุมได้แล้ว จึงเป็นหนึ่งเดียวกันได้ ในเมื่อคุมไม่ได้ก็เป็นเปรตเป็นผี เป็นยักษ์เป็นมาร เป็นอินทร์เป็นพรหม เป็นยมราช เป็นมนุษย์มิด เป็นเจ้าหนี้เจ้ากรรม นายเวร จนลามไปถึงผู้กลางๆ ผู้จองเวร จนเรียกว่าจองล้างจองผลาญ เป็นแบบนี้ สรุปลงได้ว่า ถ้าฝึกตนเองไม่ได้ พวกที่ว่ามานี้ สำหรับในข้อนี้ สำหรับในทางฝ่ายลบนั้นอยู่ในตัวของเราอย่างแน่นหนา แต่ถ้าฝึกตนเองได้แล้ว ไม่มีเลยพวกนี้ พวกนี้หนีหมด หายไปจนเกลี้ยง เหลือแต่พวกดี พวกถูกต้อง การทำลายพวกนี้ ก็คือไม่ให้มีความโลบความโกรธความหลง ไม่ให้มีความเห็นแก่ตัวแก่ใจ ไม่ให้มีความอิจฉาพยาบาท ไม่ให้มีความทะเยอทะยาน ไม่ให้มีความอยากแบบชนิดที่เกินขีด เกินความพอดี ไม่ให้มีความจองหอง จองหองจ้องหาจับเอาแต่เรื่องผู้อื่นไปพูด แบบนี้ไม่ให้มี ถ้าไม่มีแล้ว ความยึดมั่นถือมั่นก็จะไม่เหนียวแน่น เพราะว่าไม่มีพวกตามล้างแค้น เพราะว่าไม่มีความโลภ ความโกรธ ความหลงครอบงำ ถือว่าเป็นบัวใต้ตม ไม่ใช่บัวในตม ถือว่าพ้นแล้วจากของเปื้อน สำหรับหุ้มห่อชีวิตตนเองไว้ ถือว่าเป็นผู้มีความสะอาดอย่างเพียงพอ ถ้าหากว่าดับพวกนี้ได้ แต่ว่าก่อนจะดับได้ ต้องได้สร้างผู้ที่ทันสมัยก็คือสติ สรุปได้ว่าภาคส่วนที่ 7 นี้ จนถึงขั้นเรียกได้ว่า “พระปัญญาญาณ” ในคราวสมัยก่อนก็เรียกเหมือนกัน แต่อาจจะไม่ทันเข้าใจ กลัวเข้าใจแต่เพียงว่า พระปัญญาญาณเท่านั้น คงจะไม่เข้าใจหรอกว่า เกิดมาจากไหน ความจริงเกิดมาจากการฝึกสติเท่านี้เอง ถือว่าเก่งพอๆกันถ้าฝึกได้ ธรรมชาติเบื้องล่างก็เก่ง ธรรมชาติเบื้องบนก็เก่ง แม่ทองแก้วจึงเรียกว่า พระธรรมชาติเบื้องล่าง เพราะเกิดจากร่างกายตนเองจริงๆ และผู้เกิดก็บอกว่า พระเจ้านั้นเกิดจากการที่ เจ้าฝึกสติ ถ้าเจ้าไม่ฝึกสติ ข้าพเจ้าก็เกิดขึ้นมาไม่ได้ ผิดหรือถูก? ลองคิดดู! พระพุทธองค์ในคราวสมัยก่อนสอนอย่างไร? ต่างกันอยู่ตรงไหนกับคราวสมัยนี้? อาจจะต่างกันอยู่ตรงที่ว่า อยู่ที่ร่างกายนี้แหละ และอาจจะต่างกันอีกตรงที่ว่า ฤทธิ์อำนาจผู้หญิงไม่มี

 

 

ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอพูดแบบทางข้างใน และขอบอกตามตรงว่า คำที่ว่า “เราตถาคต”นั้นเป็นคำว่า “เราเป็นธรรมชาติ” เพราะว่าจากที่เคยเจือปน มาเป็นผู้สะอาด จากที่เคยเป็นธาตุที่ไม่สะอาด เปลี่ยนมาสะอาด จึงได้เรียกตนเองว่า “เราเป็นธรรมชาติ เราเองเป็นธรรมชาติได้แล้ว เราเป็นธรรมชาติ!เราเป็นธรรมชาติ! เราเป็นธรรมชาติ!เพราะความดีอกดีใจ จึงได้บอกกับตนเอง จึงได้กล่าวแบบนี้ คือบอกว่า ตนเองเป็นธรรมชาติได้แล้ว หายสงสัยหรือยัง ผู้ที่ยังคาใจในคำว่า พระตถาคต หรือจะว่า พระตถาคตเจ้า พูดแบบนี้ก็เพราะว่า ตนเองช่วยเหลือเอาตนเองได้ ก็เลยกล่าวว่าตถาคตเจ้า ก็คือธรรมชาติเจ้า เจ้าเป็นธรรมชาติ ก็มีเพียงแต่เท่านี้ ไม่ได้ใหญ่โต มโหฐาน ไม่ใช่เรื่องน่าเกรง น่ากลัวอะไร การรับญาณส่งญาณ การได้นั้น คือได้เพราะยอดผู้เป็นคนช่วย คือได้เพราะพระองค์ผู้เป็นกายช่วย คือได้เพราะผู้ที่เรียกว่า “พระผู้ยอดแห่งคน” สรุปได้ สรุปเข้าด้วยกัน ข้าพเจ้าโดยรวม แต่ไม่ใช่เพียงแค่ตัวของข้าพเจ้า คือรวมด้วยกัน ดั่งที่ข้าพเจ้าเอาออกมาพูดให้ฟัง คำว่าคณะก็คือ 7 ภาคส่วนนี้แหละ แต่ว่ามีการเลื่อนขั้นขึ้น ข้าพเจ้าพูดมาแต่กกแต่เหง้า เพื่อให้เข้าใจ เพราะว่าชุดนี้เป็นชุดทำความเข้าใจด้วยการแจ้งให้รู้

 

6.

ด้านความสามารถในข้อนี้ นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นธรรมชาติอยู่ในโลกใบนี้ ข้าพเจ้าพอเข้าใจ เกี่ยวกับอันดีอันไม่ดี ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าไม่ได้เห็นทางตา แต่ข้าพเจ้าก็สามารถยืนยันว่าดี ว่าไม่ดีได้อย่างถูกต้อง และสิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็คือ เช่นว่า ยาชนิดนั้น ยาชนิดนี้ ที่ว่าเป็นยาช่วยชีวิตมนุษย์ ข้าพเจ้าสามารถรู้ได้ถึงคุณค่าของยาอย่างละเอียด อาจจะรู้มากกว่าวิทยาศาตร์ก็ได้ สำหรับเรื่องคุณของยาอย่างเดียวโดยเฉพาะ ไม่ใช่ข้าพเจ้าลบหลู่วิทยาศาตร์ ข้าพเจ้าหมายถึงบางก้อนยา ทางวิทยาศาตร์บอกว่า มีการยืนยันว่าเป็น ยาแก้ปวดหัว แต่ข้าพเจ้าเห็นว่า อยู่ในนั้นมันมีสารชนิดหนึ่ง ที่เป็นสารระงับ และมีสิ่งที่เจือปน บางอย่างก็มีผลเสียหายมากต่อสุขภาพ บางอย่างก็มีคุณค่าประโยชน์อย่าง มหาศาล เพราะว่าช่วยชีวิตให้รอดพ้นได้ และชุบชีวิตก็ใช่ ถ้าไม่มียารักษาก็ต้องตาย บางเชื้อโรคก็ร้ายแรงถึงขนาดนี้ และข้าพเจ้าก็ขอยกย่องนักวิทยาศาตร์ที่ค้นคว้าเก่ง แต่ว่าส่วนได้ก็มีส่วนเสียก็มี ส่วนเสียมีอยู่ตรงนี้ ตรงที่ว่ายาบางชนิดเป็นยาที่มีเจ้าของ มีเจ้าของอยู่ตรงที่ว่า มีวิญญาณครอบงำ แต่ทางวิทยาศาตร์ไม่เห็น ในเมื่อไม่เห็นก็ต้องใช้ยาไปตามการวิเคราะห์ ไปตามการวิจัย แต่ว่าสิ่งที่ทำลายมนุษย์ซ่อนอยู่ในนั้น จึงได้พูดว่า “ผลข้างเคียง” ที่จริงมีเหตุจึงมีผล สรุปได้ว่าในข้อที่ 6 นี้ ข้าพเจ้าไม่ใช่มีความสามารถแต่เพียงแค่นี้ ยังรู้ไปกว่านี้อีก แต่เป็นเรื่องอื่นๆ เพราะว่าข้าพเจ้าเป็นคนแปลก แปลกอยู่ตรงที่ว่า ข้าพเจ้านึกเข้าไปใส่ที่ใด สิ่งใดอันใด สิ่งเหล่านั้นต้องตอบออกมาเลยแต่ไม่มีเสียง สรุปได้ว่าหัวใจของข้าพเจ้ารายงาน หัวใจรายงานเอง ก็เข้าใจกันได้ เข้าใจเพราะว่า ถ้าสิ่งเหล่านั้นพูดถูกพูดตรง เสียงของข้าพเจ้าก็ส่งออกมาได้ ถ้าหากว่าข้าพเจ้านำคำที่ไม่ถูกต้อง ไม่ตรงตามพระธรรมรู้ เสียงของข้าพเจ้าก็หยุดชะงัก เสียงก็ไม่ออก จะเป็นเรื่องใดก็ตาม คือเป็นแบบเดียวกัน ข้าพเจ้าสามารถรู้จักว่า ผู้แปลภาษาถูก ผู้แปลภาษาไม่ถูก ผู้แปลผิดน้อย ผู้แปลผิดมาก การรู้ของข้าพเจ้านั้นรู้จากผู้รู้บอกเหมือนเดิม และรู้แบบว่องไวเหมือนกัน รู้แบบอยากรู้อะไรนึกใส่ แล้วก็มีคำตอบออกมาเลย เหตุและผลเป็นแบบนี้ ข้าพเจ้าจึงกล้ายืนยันว่า ข้าพเจ้ารู้ในสิ่งที่เหนือความเป็นคนรู้ เหนือผู้ที่เรียนรู้ ข้าพเจ้าพูดตามความจริง อย่าเกลียดอย่าชังข้าพเจ้าเถิด!ผู้เรียนรู้ทั้งหลายเอ๋ย! ข้าพเจ้าหมายถึง รู้สำหรับมีผู้ถาม ข้าพเจ้าตอบได้หมด ถูกหรือไม่ถูก ข้าพเจ้าก็ได้วินิจฉัยด้วยสติปัญญา พร้อมทั้งคณะและหลายๆภาคส่วน ที่มีสติปัญญาอย่างเพียงพอด้วยกัน ท่านทั้งหลายเหล่านั้น ก็ลงความเห็น ลงความเห็นว่าถูก ไม่ใช่ข้าพเจ้าพูดเอาเอง ถ้ายังคาใจก็ขอให้ดูหนังสือในหัวข้อที่มีชื่อว่า “บทความเห็นของท่าน ดร. ไมดม” ผู้ที่เป็นรองประธานสภาวิทยาศาตร์แห่งชาติลาว รายละเอียดอยู่ในนั้น เพราะว่าท่านและคณะของท่านได้ไปพิสูจน์แบบส่วนตัว 3 ครั้ง ครั้งที่หนึ่งก็ได้พิสูจน์ ครั้งที่สองก็ได้พิสูจน์ ครั้งที่สามก็ได้พิสูจน์แต่ไม่มาก เพราะท่านมีเวลาน้อย ไปถึงที่ศูนย์ปฏิบัติธรรม ท่านก็เลยออกความคิดความเห็นให้แก่บรรดาผู้ที่เข้ามาปฏิบัติฟัง ถือว่า ข้อนี้ ตรวจดูในบทความของท่านรองประธานสภาวิทยาสาตร์ ก็จะชัดเจนที่สุด

 

7.

เกี่ยวกับด้านความสามารถในฝ่ายย้อนลัดตัดตอน เกี่ยวกับการเจรจา หรือพูดคุยสนทนา ถือว่าเป็นด้านความสามารถ บอกได้เลยว่า พูดคุยได้ทุกเรื่อง แบบว่าส่วนที่พูดคุยได้ ส่วนที่พูดคุยได้นี้ ก็เป็นเรื่องอัศจรรย์อีกแบบหนึ่ง สำหรับข้าพเจ้าแล้ว นั้นไม่ถนัด แต่ว่าพูดโดยรวม รวมทั้งผู้อยู่หัวใจด้วยกัน คือจัดสรรย่อลงได้ดีที่สุด สามารถทำให้ผู้ที่ไม่เข้าใจ ได้ความเข้าใจเพิ่ม และทำให้เกิดมีความมั่นใจ แต่ว่ามีลักษณะท่าที ออกแบบค่อนข้างเคร่งขรึม จนคนอื่นบอกว่ากลัว แต่อันนี้ก็เป็นลักษณะของผู้เป็นร่างกายนี้เอง แต่ผู้เป็นพระจริงๆ มีแต่ความอ่อนโยน ถือว่าวิธีพูดและวิธีการพูด นั้นไม่ธรรมดา ข้าพเจ้าเคยได้พบได้เจอกับผู้ที่รู้มากเข้าใจมาก มามากต่อมากแล้ว ถ้าหากว่าเป็นผู้มีเหตุมีผล ถือว่ายอมรับยอมฟังด้วยเหตุและผล ถือว่าเข้าใจด้วยกันได้ และเกิดความพอใจ เพราะว่าได้ความกระจ่างแจ้ง ได้ความชัดเจนละเอียดดี สรุปความลงได้ว่า ในแต่ละเรื่องละเรื่อง ในแต่ละหัวข้อ ถือว่าพอใจที่สุดด้วยกัน พอใจแบบได้ความเข้าใจ หมายถึงสิ่งที่อยากรู้ สิ่งที่รอคอย สิ่งที่คอยท่า ข้าพเจ้าเห็นว่า ข้าพเจ้าเองได้พบเจอแล้ว ข้าพเจ้าพอใจแล้ว ไม่ใช่เพราะความหลง เป็นเพราะความเข้าใจต่างหาก เดิมพันของข้าพเจ้า ไม่ใช่คนงมงาย ไม่ใช่ขี้ขลาดตาขาว ทั้งไม่ใช่ผู้หลงเชื่อง่าย ชีวิตของข้าพเจ้าเป็นชีวิตที่ชุบเลี้ยง จากตระกูลที่ถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และถือพระรัตนตรัย ถือมาตั้งแต่เกิดเลยแหละ เพราะว่าพ่อแม่พาถือ ข้าพเจ้าเห็นว่า ข้าพเจ้าหนักแน่นในเรื่องนี้พอสมควรแล้ว ถือว่าเดินตามรอยพ่อแม่ รอยพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่ว่าการเชื่อของข้าพเจ้า ไม่ได้ถือไว้อยู่แต่เพียงในสำมะโน หรือสำมะโนครัว ข้าพเจ้าถือแบบอย่างเป็นชาวพุทธที่แท้จริง อย่างเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เพราะว่าการถือของข้าพเจ้า ไม่ได้ถือไว้เฉยๆ ถือด้วยความเคารพ ถือด้วยการทำตามปฏิบัติตาม ถือด้วยศรัทธา ถือด้วยความเลื่อมใส ถือแบบพินิจพิจารณา ถือแท้ถือจริง อันนี้ก็เพราะว่ามีมูลเชื้อเก่าจากพ่อจากแม่ และสิ่งสำคัญที่สุด ข้าพเจ้าเองก็รู้ตัวของข้าพเจ้าเองว่า ข้าพเจ้ามีพื้นฐานเหมือนกับตัวของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าพอรู้จัก รู้จักว่ามีผู้คอยแนะนำพร่ำสอนอยู่ตลอด แต่ข้าพเจ้าเป็นคนดื้อเอง ความดื้อของข้าพเจ้าไม่ธรรมดา ดื้อรั้น ชอบฝืน ฝืนต่อคำสั่งสอนของพระอยู่ในร่างกายของตนเอง ฝืนมาตลอด ในเมื่อก่อน ในระยะหลังๆ คือเป็นผู้ขาดความเคารพอย่างเต็มที่ แบบว่าเคารพอยู่ แต่ว่าตอนที่พระสอนแล้วไม่อยากฟัง อาจจะเป็นเพราะว่า เคยได้ยินคำสั่งสอนจากครูบาอาจารย์มามากต่อมาก ว่าผู้หญิงเป็นพระไม่ได้ และหลายๆคนก็พูดเหมือนกัน ข้าพเจ้าก็เลยเชื่อ และฟังตาม บางคนบางท่าน ก็เทศนาว่า พระพุทธเจ้าเกิดได้แต่อยู่ในประเทศอินเดีย ที่อื่นเกิดไม่ได้ และก็บอกอีกว่า หยุด!ไม่ให้เชื่อ คำสอนที่ส่งออกมาก็ไม่ให้เชื่อ ให้เชื่อแต่พระพุทธเจ้าองค์เก่า องค์เดียวเท่านั้น ตราบใด เมื่อใด พระพุทธเจ้าองค์เก่ายังมีอยู่ พระพุทธเจ้าองค์ใหม่เกิดขึ้นมาไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด สุดท้ายแล้วก็ว่า “พระไตรปิฎกได้กล่าวไว้” ข้าพเจ้าก็งง ในเวลานั้นงง ว่ายังไงกันหนอ! จะเชื่อพระอยู่ใน หรือจะเชื่อพระผู้ที่พูด ข้าพเจ้าคิดแล้วคิดอีก บางครั้งจนหลายปี ก็ไม่ได้นึกถามพระ ไม่นึกถาม ก็เพราะกลัวรู้ เพราะกลัวรู้จัก เพราะกลัวเข้าใจเพิ่ม เพราะพระอยู่ในอธิบายให้ฟัง ต่างกันกับคนอื่นอธิบาย พระอยู่ข้างในบอกว่า นางธาตุ นางกายเอ๋ย!เจ้าอย่าเชื่อปากคน ปากเจ้าเองก็อย่าเชื่อ ปากนี้เป็นปากนรกก็ได้ เป็นปากนิพพานก็ได้ ปากไม่ดีก็คือปากหาเรื่อง ปากเสาะหาเรื่อง ปากแต่งเรื่อง แต่งในทางเสื่อม แต่งในทางไม่ดีไม่ชอบ ก็เป็นปากร้อนปากร้าย เป็นพระวาจาไม่ได้ เป็นได้แต่ปากประตูเข้านรก เข้าไปหายมบาล ไม่มีหรอกพระอยู่ในตัวคนนั้น อยู่ในหัวใจคนนั้นก็ไม่มี พระตายหมดแล้ว เหลือแต่คนกับยักษ์ กับมารเท่านี้เอง, ท่านทั้งหลาย! คำพูดหรือคำเล่าก็ดี คือล้วนแล้วแต่พระถ่ายทอดออกมาทั้งหมดทั้งสิ้น ข้าพเจ้าเป็นแต่เพียงผู้เล่าให้ฟัง เป็นเพียงแต่ผู้พูดให้ฟัง  มีเหตุมีผล หรือไม่มีเหตุ หรือไม่มีผล ก็สุดแล้วแต่ผู้จะพินิจพิจารณา แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้ว เห็นว่าข้าพเจ้าเสียเวลามามากเหลือเกิน เสียเวลาที่สุด เสียเวลาแล้ว เพราะคิดไม่ถึง สุดท้ายแล้วจึงพยายามเชื่อมต่อถามกับพระ จึงมาเอาจริงเอาจัง เอาจริงเอาจังมากก็ตอนเปิดศูนย์ขึ้นมานี่แหละ เปิดศูนย์ปฏิบัติธรรมขึ้นมานี่เอง คือพยายามที่สุด คือพยายามเอาใจใส่ถาม แต่ว่าการถามของข้าพเจ้า ก็มีแต่ถามเพื่อคนอื่น ถามเรื่องแก้ไขช่วยคนอื่น ถามอยู่ทั้งวัน เพราะว่าหลายคนไปนั่งเฝ้าถาม ข้าพเจ้าเองเป็นคนตอบ ก็ตอบแบบนี้แหละ ตอบแบบมีผู้จด จดไว้ แต่เนื้อหาสาระต่างกัน คือตอนนั้น ผู้ชื่อพุทธะวรรณ เป็นคนจด เป็นผู้จด ชื่อว่าแม่พุทธะวรรณ เป็นผู้ทำหน้าที่จดในตอนนั้น แต่ในตอนนี้มีหลายท่านหลายคน มาเป็นผู้ช่วยจด อิงตามเวลาที่มีของพวกท่าน ฉะนั้น ความสามารถในข้อที่ 7นี้ก็คือเกี่ยวกับเรื่องพูดย้อนลัดตัดตอน จะเป็นเรื่องเก่าหรือจะเป็นเรื่องใหม่ หรือจะเป็นเรื่องปัจจุบัน ก็เอาออกมาผสมผสานด้วยกันได้ แต่ที่แน่ๆนั้นคือพูดได้ทุกแบบไม่มีข้องคา เพราะว่าพระปัญญาญาณเป็นผู้ส่งข้อมูลให้ การพูดนั้น พูดออกมาตามข้อมูล แต่มีผู้จัดสรรย่อให้อย่างว่องไวที่สุด คล้ายกัน แต่ต่างกัน ต่างกันอยู่ตรงที่ว่า พูดโดยเฉพาะเป็นข้อที่ว่า พูดเพื่อแก้ปัญหา และพูดให้ปัญหาคลี่คลายลงได้ ถือว่าเป็นผู้พูดดับเหตุ ถือว่าเป็นผู้ช่วยคลี่คลาย ในทางฝ่ายดับความทุกข์ช่วย การพูดนั้นมีลักษณะแบบนี้ คือพูดเพื่อดับ พูดเพื่อแก้ พูดเพื่อแก้ปัญหาคาใจ และความข้องใจในแต่ละอันละแนว ถ้าผู้พินิจพิจารณาเป็น ก็จะถือว่าความสามารถข้อนี้ไม่ธรรมดา เพราะว่าพูดช่วยเคลียร์ปัญหานี้ หาได้ยากสำหรับข้อนี้ อาจจะเป็นการเคลียร์ปัญหาของท่านคนใดคนหนึ่งก็ได้ เพราะว่าข้าพเจ้ารู้จัก รู้จักว่าผู้อ่านเข้าใจดี ไม่เข้าใจดี และก็คาใจ แล้วก็ไม่เชื่อ เป็นแบบนี้เป็นส่วนมาก แล้วยังว่าให้อีก ว่าให้แบบนั้นแบบนี้ ว่าให้ไปทางฝ่ายลบ ที่จริงไม่ควรจะว่า ทำไมจึงพูดว่า ไม่ควรจะว่า ไม่ควรจะว่าก็เพราะว่า ผู้อ่านก็ไม่ได้เสียเงิน ไม่ได้ซื้ออ่าน ผู้ฟังก็ไม่ได้เสียเงิน ไม่ได้ซื้อฟัง จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ลองวัดดูความสามารถของตัวเอง ลองชั่งน้ำหนักดู มีน้ำหนักมากแค่ไหน? มีหรือไม่มี? น้อยหรือมาก? มีอะไรบ้างที่ช่วยเหลือสังคม? น้อยหรือมาก? และให้สังคมได้พึ่งพาอาศัยมีกี่ด้าน? กี่แง่? กี่ทาง? มีทางไหนบ้างที่ตัวเองยื่นให้กับสังคม โดยที่ไม่เรียกค่าผลตอบแทน

 

 

ท่านผู้อ่านหรือท่านผู้ฟัง ถ้าเสียใจก็เสียไป แต่อย่าเพิ่ง!ถ้าจะเสียใจจริงๆ ก็ให้คิดว่าโต้ตอบเพื่อให้หายความสงสัย เพื่อให้ได้ความคิดใหม่ และสติปัญญา ศูนย์ปฏิบัติธรรมหลัก 38 ข้าพเจ้าได้ซื้อที่ดิน 5 เฮกตาร์ ทั้งหมดมี 5 เฮกตาร์กว่า แต่ได้ถวายเพียงแต่ 5 เฮกตาร์ คิดว่าสมควรแล้ว ตามแรงตามศรัทธา ท่านผู้ว่าให้ข้าพเจ้า ท่านผู้ว่าให้ข้าพเจ้า เคยถวายเป็นของส่วนรวมกี่เฮกตาร์? และเคยถวายความรู้ความสามารถ ให้แก่สังคมมากแค่ไหน? และเอาทรัพย์ที่ตนเองมี มาให้สังคมมากแค่ไหน? เมื่อไร? มีให้สังคมอยู่ไหม? สำหรับการช่วยเหลือทางด้าน เรื่องอบรมบ่มเพาะนิสัย จิตใจ ทางด้านให้เข้ากรอบให้เข้ากฎ ให้เข้าตามระเบียบกฎหมายบ้านเมือง ตามแนวทางของพรรค-รัฐ ตามข้อกำหนดที่พรรค-รัฐวางออก ท่านผู้พูดอาจจะมองข้ามด้านกฎหมาย ในสมัย ท่าน บุญยัง วรจิต เป็นนายกรัฐมนตรี ข้าพเจ้าเห็นแล้ว อ่านแล้ว ศรัทธาและเลื่อมใส ผู้เป็นกายหรอกที่อ่าน ไม่ใช่พระองค์ผู้เป็นพระที่อ่าน แต่ว่าก็ได้ผสมผสานเข้าใส่กัน เพื่อยกให้เห็นว่า ดำรัสของนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการคุ้มครอง และปกป้องการเคลื่อนไหวศาสนา อยู่ สปป ลาว ฉบับเลขที่ 92/นย ลงวันที่ 05/07/2002 เป็นดำรัสที่ลงลายเซ็นโดย ท่านนายกรัฐมลตรี บุญยัง วรจิต, แต่ละมาตรานั้นเปิดกว้างให้ประชาชน และทุกชั้นคน ได้มีโอกาสบำเพ็ญเพียร ข้อสำคัญที่สุดก็คือมาตราที่ 17 ที่จริงก็สำคัญทุกข้อทุกมาตรา ท่านผู้ฟัง พยายามเสาะหามาอ่านดูเพิ่มอีกด้วยเถิด เพื่อจะหมดความติความว่ากัน เพื่อให้เข้าใจถึงหัวใจของพรรค-รัฐ และผู้นำ, ท่านเอ๋ย! ข้อที่ 7 นี้เป็นข้อที่สะสางด้วยความรักด้วยความอาทร ด้วยความเมตตาสงสาร จึงพยายามส่งข้อมูลออกให้ฟัง เพราะว่าเพื่อให้กระจ่างแจ้งเท่านี้เอง ไม่มีจุดประสงค์ว่า อยากต่อว่าต่อขานกับท่านหรอก เพียงแต่ว่า จะทำอย่างไรจะพูดอย่างไร ผู้อ่านและผู้ฟังถึงจะเข้าใจ จำเป็นจึงได้สะท้อนออกในข้อที่ 7 นี้ อันนี้ก็เป็นความสามารถในด้านหนึ่ง ที่กล้าถอนความเข้าใจผิดของผู้ที่ขาดการพินิจพิจารณา ส่วนมากเชื่อตามข่าว แต่ไม่ไปพิสูจน์ความจริง, ศูนย์หลัก 38 ก็ขึ้นกับนครหลวงเหมือนกัน ไม่ไกลไม่ใกล้ น่าจะไปพิสูจน์ดูก่อน ดีกว่าจะพูดไปก่อน ในเมื่อได้พูดออกไปแล้ว ใครจะรับผิดชอบตนเอง? ใครจะรับผลของกรรม? แน่นอนก็ต้องตนเองนั่นแหละเป็นผู้รับผลของกรรม! กรรมทั้งหลายทั้งปวงที่พวกท่านเชื่อและพวกท่านฟัง หรือว่าผู้ที่สร้างขึ้นทั้งหมดทั้งสิ้น ขอจงระงับดับไป จากชีวิตจิตใจของท่านทุกตนทุกคนด้วยเถิด!วันใดคืนใด ก็ขอให้อยู่ดีมีสุข อยู่เย็นเป็นสุขตลอดไป ตลอดไปทั้งหมดด้วยกันเถิด

 

8.

ด้านความสามารถในข้อนี้ ข้าพเจ้าเห็นได้ว่า น่าเคารพ เลื่อมใสสำหรับการตอบคำถาม ขอเพียงแต่มีคำถาม คือมีคำตอบให้ตามหัวข้อ

 

 

อย่างเป็นข้อๆ ออกให้เลย จะเป็นเรื่องใดก็ตาม ถ้ามีเวลาก็ตอบให้ได้หมด สรุปในการตอบ ก็คือผู้รู้จริงเป็นผู้ตอบ เป็นผู้ตอบให้ บรรดาท่าน ขอขอบพระคุณกับผู้ที่อ่าน ขอขอบพระคุณกับผู้ที่ถาม กับผู้ที่ฟังด้วย สำหรับคำตอบจะไม่ได้อธิบายยืดยาว เพราะตอบให้ฟังมามากต่อมากหัวข้อแล้ว

 

9.

ด้านความสามารถในข้อนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่ธรรมดา ไม่ธรรมดาจริงๆ ไม่ธรรมดาเพราะว่า เป็นเรื่องผสมผสาน เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ

 

 

จนถึงเรื่องใหญ่ ก็สามารถรู้ ก็สามารถเข้าใจได้ เป็นเรื่องที่แปลก และไม่แปลกก็มี เป็นเรื่องธรรมดาก็มี สำหรับการวินิจฉัย หรือว่าการวิจัยด้วยญาณ ข้าพเจ้าไม่ใช่อัจฉริยะ ข้าพเจ้าเป็นเพียงสมองธรรมดา แต่ว่าเหนือความเป็นอัจฉริยะ เหนือตรงที่ว่า ไม่มีจดไม่มีจำ แต่ก็มีขึ้นมาได้ ไม่รู้ไม่เข้าใจ แต่ก็รู้ได้ แต่ก็เข้าใจได้ ไม่เก่งแต่ก็เก่งได้ ไม่เป็นแต่ก็เป็นได้ เป็นไปตามแบบ สรุปได้ว่า ผู้เป็นอัจฉริยะเป็นเพียงมันสมองดี ประสาทดีแล้วก็คลื่นดีเท่านี้เอง แต่ส่วนข้าพเจ้าเป็นอีกแบบหนึ่ง ถ้าจะใช้เครื่องวัด ก็ต้องใช้เครื่องที่ทันสมัยที่สุดมาวัด เครื่องแบบรู้จักเรื่องพลังงาน และรู้จักเรื่องสายรับสายส่ง จึงจะได้ เพราะว่าระบบของข้าพเจ้า เป็นระบบปรับเปลี่ยนแบบพระธรรมจัดสรร ข้าพเจ้าขอพูดแบบโดยรวมให้ฟัง เพื่อให้เข้าใจพอคร่าวๆไว้ก่อน แต่ว่าอยู่ในข้อที่ 7 อาจจะเครียดไปบ้างแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ขอให้เห็นว่า ข้าพเจ้าถูกทารุณจริง ถ้าหากท่านได้อ่าน อยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ประเทศลาว ท่านอาจจะหลบข้าพเจ้า อาจจะกลัวที่จะได้พบได้เจอ เพราะว่าเป็นข่าวหนักหนา ถึงอย่างไรก็ตาม ความจริงก็คือความจริง ความไม่จริงก็คือความไม่จริง ข้าพเจ้าจึงขอร้องให้ท่าน สร้างเครื่องพิสูจน์ตัวข้าพเจ้า ว่าข้าพเจ้ามีรอยเปื้อนไหม ว่าข้าพเจ้ามีรอยอยู่ที่ตรงไหน จริงหรือไม่จริงขอให้สร้างแบบชั่งน้ำหนักเอา, ชาวลาว ประเทศลาวจึงจะตาสว่างขึ้น ตอนนี้ถูกหนังสือพิมพ์ปิด และถูกเสียงผู้มีอำนาจปิด ทำไปทำมาก็แค่เรื่องกลัวคนอื่นได้ดีกว่า กลัวคนผู้ช่วยเหลือได้อย่างมหาศาล กลัวแม่ทองแก้ว

 

ท่านเอ๋ย! ข้อที่ 9 นี้เป็นข้อที่แจ้งข่าวให้รู้ เกี่ยวกับถูกทับถูกกดทับ ถูกข่มเหง ถูกทารุณ แจ้งให้รู้เพิ่ม เพื่อให้ท่านตีราคาชั่งน้ำหนัก ท่านผู้ดีต้องตีราคาได้ แต่ละหน้าหนังสือพิมพ์ ที่เคยเอาลงโฆษณา ประจานเรื่องข้าพเจ้าเป็นอย่างไร เหมือนกันอยู่ไหม? ใกล้เคียงกับบุคคลผู้ชื่อทองแก้วอยู่ไหม? ท่านเอ๋ย! นี่เป็นความสามารถอีกด้านหนึ่ง ที่ข้าพเจ้าไม่ใช่ขี้ขลาดตาขาว ข้าพเจ้ารู้ และยังรู้ว่าถูกใส่ร้าย สรุปลงได้อีกว่า เรื่องใส่ร้ายนี้ จะกลายเป็นเรื่องดี เพราะว่าข้าพเจ้าเองเป็นเพียงแต่บุคคลธรรมดา ไม่มีเครื่องหมายว่าเป็นนักบวช เป็นนักเรียนนักศึกษา เพราะโรงเรียนไม่เคยได้เข้า แต่ก็พออ่านได้เขียนเป็น เพราะฝึกอ่านฝึกเขียน ใช้การฝึกเป็นเดิมพัน ในที่สุดก็พออ่านได้เขียนได้ แต่ไม่ค่อยเป็นตัวเป็นขาเท่าไร แต่ว่าพูดมาถึงเรื่องข่าว เรื่องข่าวก็คือเรื่องของข่าว ดีหรือไม่ดีก็ขึ้นอยู่ที่ตัวของข้าพเจ้า แต่ว่าข้าพเจ้าเป็นห่วง เป็นห่วงคนที่เชื่อ เชื่อแล้วก็ห้ามกัน ห้ามไม่ให้พบไม่ให้เจอกับข้าพเจ้า และห้ามไม่ให้ไปปฏิบัติธรรมอยู่ที่ศูนย์หลัก 38แล้วก็พาคนนั้นคนนี้ว่า, ข้าพเจ้าตีราคาชั่งน้ำหนักดูแล้ว มีแต่เรื่องขาดทุน เป็นเรื่องขาดทุนที่สุด ขาดทุนตรงที่ว่า กายใครกายมัน ตัวใครตัวมัน ใครฝึกก็ต้องผู้นั้นได้ สรุปได้ว่า ผู้กินคือผู้อิ่ม ไม่น่าจะไปอิ่มท้องคนที่ไม่ได้กิน ผู้สร้างผู้ทำ ก็คือผู้สร้างผลงานให้แก่ตนเอง ให้แก่ชีวิตตนเอง นี้ก็เป็นเรื่องน่าคิด ผู้ฝึกผู้ปฏิบัตินั้น ก็เพื่อกำจัดโรค เศษสารเคมีต่างๆ และสิ่งที่ค้างคาใจ ในแต่ละเรื่องละเรื่อง ถือว่าปฏิบัติธรรมเพื่อนำความสุขมาให้ชีวิตตนเอง อย่างน้อยก็มีการลดการใช้เงินที่จะชื้อยา และลดความทุกข์ยากในการหาทรัพย์มาทุ่มเทในการรักษา และการเฝ้าติดตาม แห่แหนไปดูกัน ไปเฝ้าไปแห่กัน ในยามเจ็บยามไข้ สรุปได้ว่า การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องที่แก้ไขให้ชีวิตสอดคล้อง และช่วยให้เข้าถึง ให้เข้าใจถึงหัวใจพระพุทธศาสนา และเพื่อให้แจ้งด้วยปัญญาของตนเอง แจ้งในเรื่องตนเอง และชีวิตตนเอง อะไรเป็นอะไร อะไรถูก อะไรผิด อะไรควรอะไรไม่ควร อะไรเหมาะสม อะไรไม่เหมาะสม สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเรื่องสนับสนุนและส่งเสริมชีวิตและจิตใจ ให้ได้พลังแรงกล้าขึ้น การปฏิบัติธรรมก็เพื่อจะมีแรงต่อสู้ สู้กับปัญหา สู้กับความทุกข์ยากลำบาก สู้กับความไม่จริงและความไม่เที่ยง สู้กับปัญหาต่างๆ นาๆ แน่นอนชีวิตเกิดมาชาติหนึ่ง ต้องทุกข์ทางกายและทางใจ ต้องทุกข์ตามแบบ ข้าพเจ้ามีด้านความสามารถรู้ถึงความทุกข์ได้ ถ้าอยากถาม ถ้าหากว่าอยากรู้ ข้าพเจ้าบอกได้เลยว่า ความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงอยู่ในโลกใบนี้ ข้าพเจ้านี่แหละทุกข์มากกว่าใคร สำหรับทางใจ ทางอด ทางทน ทั้งมีการต่อสู้ทั้งพากเพียร ทั้งพยายาม ทั้งหมดทุกสิ่งทุกอย่าง สำหรับในทางดี สำหรับในทางชอบ สำหรับในทางขยันพากเพียร อดที่สุด ทนที่สุด สุดๆของความอด สุดๆของความทน แต่สรุปลงได้ว่า เป็นเรื่องดี ดีจนถึงขั้นจิตหลุดพ้นขึ้นมาได้ ถ้าหากว่าข้าพเจ้าไม่ได้พบไม่ได้เจอกับเหตุการณ์ต่างๆ ข้าพเจ้าก็จะไม่รู้ ไม่รู้ว่าพิษสงของโลกใบนี้ จะร้ายกาจถึงขนาดนี้ ข้าพเจ้าเองเป็นผู้ที่เข้มแข็งพอสมควร แต่ก็ยังอ่อนแอ อ่อนแอต่อปัญหาบางสิ่งบางอย่าง อ่อนแอต่อด้าน เรื่องถูกทับถม แต่ก็พอประคับประคองชีวิตจิตใจ และทำใจตัวเองไว้ได้ ไม่ถึงกับว่าใจขาดตาย พอแต่ตายทั้งเป็นเฉยๆ ชีวิตของข้าพเจ้าผู้เป็นร่างกาย ผู้เป็นแม่ทองแก้ว ช่างมีเคราะห์มากมาย ช่างมีบาปนำกรรมจองมากมายมหาศาล ช่างมีช่างเกิด ช่างเป็น ข้าพเจ้าเคยทุกข์มาแต่ยังเด็ก ทุกข์ตลอด ทุกข์ตลอดสาย ทุกข์กายบ้าง ทุกข์ใจบ้าง ทุกข์กายถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาได้ แต่ทุกข์ใจค่อนข้างว่าหนักเหลือเกิน หนักที่สุด ไม่รู้ว่าเรื่องอะไรต่อเรื่องอะไร เข้ามาทับในชีวิต เป็นเพราะอะไร? บางครั้งก็ถามพระ! พระก็ตอบ ตอบว่า พระแม่แก้วผู้เป็นจิต ผู้เป็นทิพย์มีกรรมเอง กรรมหุ้มห่อผู้เป็นจิต ผู้เป็นทิพย์ ผู้เป็นร่างกายจึงได้รับทุกข์ตาม ทุกข์เพราะลางเก่า เหตุเก่าตามส่งผล ท่านทั้งหลาย! ทุกท่านทุกตนทุกคน มีการเวียนว่ายตายเกิด เกือบว่าเช่นเดียวกัน พระพุทธองค์จึงตรัสสอนว่า สัตว์ทั้งหลาย เป็นเพื่อนเกิด เป็นเพื่อนแก่ เป็นเพื่อนเจ็บ เป็นเพื่อนตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ขอให้สำนึกด้วยกันเถิด!ขอให้เชื่อฟังพระองค์ด้วยกันเถิด ขอให้ท่านทุกๆคน จงรู้จักสลด สังเวชกันและกันเถิด!ขอให้สำนึกได้ เพื่อสิ่งหุ้มห่อจะออกจากชีวิตจิตใจ และเพื่อให้โรคภัยไข้เจ็บ ความเจ็บความปวด สุขภาพร่างกายจะดีขึ้น จะแข็งแรงขึ้น เพื่อชีวิตของท่านเอง เพื่อชีวิตด้วยกัน เพื่อให้มีแต่ความรัก ให้มีแต่ความเมตตาสงสาร และเอ็นดูต่อกัน ให้เหลือแต่รอยยิ้ม และความรู้สึกดีๆต่อกัน ให้เหลือแต่ความเห็นอกเห็นใจ เห็นใจตรงที่ว่า เกิดมาแล้วต้องแก่ ต้องเจ็บต้องตาย สุดท้ายแล้วก็ต้องลาจากไป ลาจากกันไป อาจจะไม่ได้สั่งได้ลาก็ได้ อาจจะตายแบบกะทันหันก็เป็นไปได้ เพราะว่าความตายขึ้นอยู่กับอำนาจเจ้าของโลกใบนี้ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับอำนาจของตนเอง ดีด้วยกัน รักเอื้ออาทรกัน ก็จะมีกำไรกว่า จะมีแต่เพิ่มกำไรขึ้น จะสิ้นสุดในการขาดทุน ความสามารถในข้อนี้ เป็นความสามารถแบบพรรณนาเอา แต่ว่าใจความหมายไม่ใช่ อันนี้คือเรื่องเกิดเป็นได้ เกิดพูดออกมาได้ตามเรื่องที่มีจริง ตามคนผู้เหนือคน อันนี้เรียกว่า “คนเหนือคน” หรือจะเรียกว่า “มนุษย์เหนือมนุษย์” รายละเอียดของเรื่องก็คือเพื่ออยากให้ปรับความเข้าใจ ระหว่างความเข้าใจไม่ถูก ใจความหมายของเรื่องไม่เหมือนกัน เพียงแต่อยากให้รู้ว่า มรรคผลมีจริง ผลเกิดจากเหตุอย่างแท้จริง จะเป็นผู้หญิงจะเป็นผู้ชายก็สามารถทะลุเป้าได้เหมือนกัน เหตุและผลขึ้นอยู่กับการทำความเข้าใจ และการรู้จักค่อยเป็นค่อยไป ความสุดยอดจริงๆก็คือสิ่งที่ตนเองไม่รู้ กลับมารู้ ตนเองไม่แจ้งกลับมาแจ้ง ด้านความสามารถข้อนี้ นั้นเป็นเรื่องพิเศษสูงสุด คือดับความทุกข์ได้ ดับหมดดับเกลี้ยงแล้ว พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จึงขึ้นมาได้ จึงเกิดมาอยู่ในหัวใจได้ ถือว่าพระติดอยู่ในคน คนทับพระ พระติดอยู่ในตัวของตนเอง ตนเองผู้เป็นร่างกาย พิเศษก็คือ กายแม่ทองแก้ว กลับมาเป็นกายผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หลุดขึ้นมาได้พ้นขึ้นมาได้จากความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง จึงเรียกได้ว่า “หลุดพ้น” จึงมีชื่อออกมาว่า “แม่พระ และพระองค์” พระองค์นี้ก็หมายถึงองค์ประกอบชอบธรรมครบเท่านี้เอง และสิ่งที่ตนเองทางผู้เป็นร่างกาย สร้างรองรับเอาพระได้ อันนี้เรียกว่า “องค์สติ องค์พุทธะ” องค์พุทธะนี้เป็นองค์รองรับ รับทุกสิ่งทุกอย่าง รับไว้ไม่ให้ตก ไม่ให้ตกจากขอบเขด หมายถึงว่าดึงชักนำ ติดสอยห้อยตาม ควบคุมและระงับ ถือว่าผู้มีจึงรู้ ผู้รู้จึงรู้จัก ผู้รู้จักจึงพูดได้ ผู้เข้าใจจึงพูดได้ละเอียด ผู้เข้าถึงจึงเจียรนัยได้ ผู้เกิดจริง เกิดเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จริง จึงสามารถวินิจฉัยออกมาแบบนี้ได้ เชื่อได้ก็ดี เชื่อไม่ได้ก็ดี การเชื่อ ถ้าหากเชื่อด้วยการไม่ได้พินิจพิจารณา ถึงจะเชื่อหมดทั้งโลกก็ไม่มีความหมาย การไม่เชื่อก็ยังดีกว่า เพราะว่าจะไม่เอาไปพูดให้ตนเองเสื่อม ถ้าหากว่าไม่เชื่อแล้วก็แล้วไป แต่ถ้าหากว่า ทั้งไม่เชื่อทั้งพูดว่าให้ อันนี้ก็จะต้องได้ข้องคา อะไรคาอาจจะถาม? คำพูดตนเองนั้นแหละคาตนเอง ตนเองพูดตนเองก็ต้องได้รับ ถ้าผู้อื่นฟัง ผู้อื่นพูดต่อ ก็ต้องได้รับต่อๆกันไป การเชื่อหรือการไม่เชื่อ ลองคิดดู ถ้าเชื่อขาดทุนมากแค่ไหน? ถ้าไม่เชื่อขาดทุนมากแค่ไหน? ที่จริงขึ้นอยู่ที่เจตนา ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร? ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร ถ้าหากว่ามีการตั้งใจมั่นอย่างมั่นคง ท่านทั้งหลาย!เชื่อความจริงด้วยสติปัญญาของตนเองเถิด!แต่ถ้าหากว่า ไม่ทันได้พิสูจน์ ไม่ทันได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนห้ามเชื่อ ขอห้ามไว้ ไม่ใช่ขอร้องให้เชื่อ เพียงแต่ขอให้พิจารณาดูเท่านี้

 

เวลา 09:13 – 18:38, วันที่ 20/07/2013

(ใช้เวลาส่งข้อมูลและจดไว้ 08 ชั่วโมง 21 นาที, ผู้จดไว้: ท่าน บุญลือ ศิลาเพชร

โทร: (+856-20) 2222 8006, Email: bounlue8006@gmail.com

ผู้ตีพิมพ์ ท่าน คำสอน หลักไมตรี, โทร: (+856-20) 222 111 40, Email: klakmaitry@gmail.com,

Skype: khamsone555

 

Share
comments